• Sat. May 9th, 2026

อนุดิษฐ์ ขยี้ พรก.กู้เงิน ถาม 2 แสนล.ปรับ ‘พลังงาน’ เป็น ‘กรณีฉุกเฉิน’ หรือไม่ ?

อนุดิษฐ์-ขยี้-พรกกู้เงิน-ถาม-2-แสนล.ปรับ-‘พลังงาน’-เป็น-‘กรณีฉุกเฉิน’-หรือไม่-?อนุดิษฐ์ ขยี้ พรก.กู้เงิน ถาม 2 แสนล.ปรับ ‘พลังงาน’ เป็น ‘กรณีฉุกเฉิน’ หรือไม่ ?

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความ โปร่งใส และ ความชอบธรรม ของรัฐบาล ในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ขอกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่าแม้จะอ้างวิกฤตเศรษฐกิจได้ แต่การหมกเม็ดงบปรับโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านไว้นั้น ไม่ฉุกเฉินจริง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “# พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท: อาจถูกกฎหมาย แต่ต้องไม่ขาดความชอบธรรม

ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ และน่าจะเห็นด้วยกับ “ความจำเป็น” ของรัฐบาล ที่ต้องออกพระราชกำหนดขอกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ วิกฤตพลังงาน ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่แพงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแรงลง ล้วนเป็นปัญหาที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศในแง่นี้ การที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จึงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

โดยเฉพาะเมื่อภายหลังคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีได้แถลงว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะงักงัน หรือที่เรียกว่า Stagflation พูดให้เข้าใจง่ายคือ เป็นภาวะที่เศรษฐกิจโตไม่ได้ ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ แต่ราคาสินค้ากลับแพงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคก็ลำบาก เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ผู้ขายก็ลำบาก เพราะของแพงจนขายยาก ผู้ผลิตก็ลำบาก เพราะต้นทุนสูงขึ้น สุดท้ายระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็ฝืด เคลื่อนตัวช้า และอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ได้

ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประชาชนฐานราก ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตพลังงาน ให้สามารถนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย เกิดการซื้อขาย เกิดการหมุนเวียนของเงิน และพยุงการบริโภคภายในประเทศ เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ เพราะในเวลาที่ประชาชนขาดกำลังซื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเติมกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้มีเพียงส่วนที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

รัฐบาลยังระบุว่าจะนำเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท ไปใช้ในการปรับโครงสร้างทางพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ตรงกันข้าม ผมเห็นด้วยว่า ประเทศไทยควรมีการปรับโครงสร้างด้านพลังงานอย่างจริงจัง ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และวางระบบพลังงานของประเทศให้ยั่งยืนมากขึ้น แต่คำถามคือ เรื่องนี้เป็น “กรณีฉุกเฉิน” ถึงขนาดต้องออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่ เพราะการปรับโครงสร้างทางพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องระยะยาว และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมหาศาล จึงควรเข้าสู่กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ตรวจสอบ อภิปราย และแก้ไขรายละเอียดได้อย่างรอบคอบ

นี่คือหัวใจสำคัญเงินกู้เพื่อเยียวยาวิกฤตเฉพาะหน้า อาจมีเหตุผลรองรับความจำเป็นเร่งด่วน แต่เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรผ่านกระบวนการตรวจสอบตามปกติของสภา การที่คณะรัฐมนตรีนำเงินทั้งสองส่วนมารวมไว้ในพระราชกำหนดกู้เงินฉบับเดียวกัน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลกำลังใช้สถานการณ์วิกฤตเป็นเหตุผลในการผลักดันงบประมาณอีกส่วนหนึ่ง ที่มิได้มีลักษณะฉุกเฉินในความหมายเดียวกันหรือไม่! และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ การออกพระราชกำหนดมีผลทำให้สภาผู้แทนราษฎรอยู่ในภาวะที่ตรวจสอบได้จำกัด เพราะเมื่อเป็นพระราชกำหนด สภามีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่สามารถแก้ไขรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินได้เหมือนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ในทางการเมือง นี่คือสถานการณ์ที่สภาถูกบีบให้ต้องเลือกแบบ “รับทั้งหมด” หรือ “ไม่รับทั้งหมด” ถ้าสภาไม่ให้ความเห็นชอบ ก็อาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือสะท้อนความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อรัฐบาลไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากสภาได้ นายกรัฐมนตรีก็อาจเหลือทางเลือกทางการเมืองเพียงสองทาง คือ ลาออก หรือยุบสภา แม้เรื่องนี้อาจไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญทุกถ้อยคำ แต่ก็เป็นไปตามหลักประเพณีการปกครองของประเทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 5 วรรคสอง รับรองให้มีผลใช้บังคับได้ในฐานะหลักการสำคัญของระบอบรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ การออกพระราชกำหนดกู้เงินในลักษณะดังกล่าว จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อสภาผู้แทนราษฎร พูดตรง ๆ คือ รัฐบาลอาจไม่ได้ผิดกฎหมายในเชิงรูปแบบ แต่กำลังทำให้กระบวนการตรวจสอบของประชาชนและสภาถูกลดทอนลง ยิ่งไปกว่านั้น การกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่คือภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคต

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ในวันที่ฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบาง รายจ่ายประจำสูง รายได้รัฐมีข้อจำกัด และภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การกู้เงินทุกบาทจึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และตรงกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้มากที่สุด สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนออกพระราชกำหนด คือ นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจควรออกมาชี้แจงต่อประชาชนอย่างเปิดเผยว่า เงินกู้จำนวนนี้จะใช้ทำอะไร แบ่งเป็นกี่ส่วน ใช้กับกลุ่มใด มีหลักเกณฑ์อย่างไร จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้อย่างไร รัฐบาลมีเวลาพอสมควรก่อนออกพระราชกำหนด อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ รัฐบาลสามารถใช้เวลานี้พูดกับประชาชน รับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจ นักวิชาการ ฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อทำให้การใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด แต่สิ่งที่ประชาชนเห็นขณะนี้ กลับเป็นภาพที่ไม่ควรเกิดขึ้น รัฐบาลทำเรื่องนี้อย่างคลุมเครือ ไม่มีอะไรชัดเจน ทำเหมือนไม่มีการกู้ ทำเหมือนไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนตรวจสอบ แล้วท้ายที่สุดก็ออกเป็นพระราชกำหนดทันที ทั้งๆที่เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล

แต่เป็นเงินกู้ที่ประชาชนต้องเป็นผู้ใช้คืน นี่คือปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจสามารถอธิบายได้ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพราะเรื่องควา มจำเป็นเร่งด่วนนั้นเป็นดุลพินิจของรัฐบาล และอาจถือว่าเป็นไปตามหลักกฎหมาย หรือ legality แต่การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของสภาและประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของเงิน 200,000 ล้านบาท ที่จะใช้เพื่อปรับโครงสร้างทางพลังงาน ซึ่งมิได้มีลักษณะฉุกเฉินอย่างชัดเจน อาจทำให้พระราชกำหนดฉบับนี้ขาดความชอบธรรม หรือ legitimacy และในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย คือ ความชอบธรรมทางการเมือง เพราะรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเพียงในนามของกฎหมาย แต่ใช้อำนาจในนามของประชาชน ดังนั้น การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า

เงินกู้นี้จำเป็นจริงหรือไม่ เร่งด่วนจริงหรือไม่ ใช้ตรงจุดจริงหรือไม่ เปิดเผยเพียงพอหรือไม่ และประชาชนมีโอกาสตรวจสอบมากพอหรือยัง ถ้าคำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ต่อให้พระราชกำหนดฉบับนี้อาจยืนอยู่ได้ในทางกฎหมาย ก็อาจยืนอยู่ได้ยากในทางความชอบธรรม เพราะเงินกู้ทุกบาท คือภาระของประชาชนและเมื่อประชาชนต้องเป็นผู้ใช้คืน ประชาชนก็สมควรมีสิทธิรู้ มีสิทธิตรวจสอบ และมีสิทธิตั้งคำถามตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจกู้เงินแทนพวกเขา #กู้เงินได้แต่ต้องโปร่งใส #เงินกู้ไม่ใช่เช็คเปล่า #ถูกกฎหมายแต่ต้องชอบธรรม #400000ล้านต้องตอบให้ชัด”

หลังจากโพสต์ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน เช่น

“ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลครับ”

“ผมชอบประโยคที่ว่า….ถูกกฎหมาย อาจไม่พอ หากยังขาดความชอบธรรม …เพราะอำนาจที่ประชาชนยอมรับได้จริงไม่ใช่อำนาจที่ใช้ได้เพียงตามตัวบทแต่คืออำนาจที่พร้อมให้ประชาชนตรวจสอบด้วยคับผม”

“จริงครับ”

“ถูกต้องครับพี่”

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/963356&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcnJZRIH4nmYX7U2ZueVc