สถาบันเพื่อการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (BiOST Institute of Systematic Transformation) ร่วมกับ แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ (BRANDi and Companies) จัดงาน ‘Global Sustainomy Outlook #1 ภายใต้แนวคิด ‘Beyond GDP’ พร้อมเปิดตัว ‘Global Sustainomy Index’ (GSi) ตัวชี้วัดใหม่ที่ใช้ประเมินคุณภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับขนาดเศรษฐกิจ เพื่อชวนทุกภาคส่วนกลับมาทบทวนว่า การพัฒนาประเทศควรให้ความสำคัญกับการเติบโตที่สร้างความพร้อมสำหรับอนาคตไปพร้อมกัน
โจทย์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก

‘ปิยะชาติ อิศรภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านซัสเทนโนมี BiOST และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BRANDi and Companies กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นตัวชี้วัดหลักที่ใช้ประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและขนาดเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความผันผวน ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้การวัดการเติบโตจากตัวเลขเชิงปริมาณเพียงด้านเดียวอาจไม่สามารถอธิบายคุณภาพของระบบเศรษฐกิจได้ครบทุกมิติ
ด้วยเหตุนี้ GSi จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะ ‘จีดีพีพลัส’ (GDP+) เพื่อใช้ประเมินคุณภาพของระบบเศรษฐกิจในมิติที่กว้างขึ้น ผ่านตัวชี้วัดย่อย 31 ตัวชี้วัด ภายใต้ 5 เสาหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สถาบัน ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงในระยะยาว
วัดเศรษฐกิจผ่าน 5 เสาหลัก
GSi ประเมินศักยภาพของประเทศผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ คุณภาพของแหล่งที่มาของการเติบโต การกระจายโอกาสและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ขีดความสามารถของสถาบันและกลไกการทำงานของภาครัฐ ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นธรรม และความยืดหยุ่นของประเทศในการรับมือกับวิกฤตในระยะยาว

ปิยะชาติอธิบายว่าแนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนมุมมองที่ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพของสังคม และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันและต้องเดินไปพร้อมกัน หากส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแอ ย่อมส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศในอนาคต
โลกยังโตเร็วกว่าโครงสร้างรองรับ
จากการประเมิน GSi พบว่า เศรษฐกิจโลกมีคะแนนคุณภาพการเติบโตเฉลี่ยเพียง 53 คะแนนจาก 100 คะแนน แม้มูลค่าจีดีพีโลกในปี 2568 จะสูงถึงประมาณ 118.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คะแนนที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกยังเดินหน้าเร็วกว่าการสร้างระบบรองรับการเติบโตในระยะยาว
หนึ่งในจุดที่ยังเป็นความท้าทายของโลก คือความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม ซึ่งได้คะแนนเพียง 47 คะแนน ต่ำที่สุดในทั้ง 5 เสาหลัก นั่นหมายความว่า หลายประเทศยังไม่สามารถทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง และยังมีความเสี่ยงที่ต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านจะตกอยู่กับประชาชนหรือผู้ประกอบการบางกลุ่มมากเกินไป
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ GSi เฉลี่ยอยู่ที่ 52 คะแนน ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลก แม้จะมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่หลายประเทศยังอยู่ระหว่างการสร้างฐานรองรับการเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ กลไกเชิงสถาบัน และการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่
ไทยยังต้องเร่งเติมคุณภาพการเติบโต
ประเทศไทยมีคะแนน GSi ปี 2568 อยู่ที่ 58 คะแนนจาก 100 คะแนน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง แม้จะมีฐานการเติบโตและศักยภาพในหลายด้าน แต่ประเทศยังต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งในหลายด้าน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านและสร้างฐานการเติบโตในระยะยาว
ปิยะชาติกล่าวว่า การพัฒนาของไทยในระยะต่อไปต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโตควบคู่ไปกับระดับรายได้ของประเทศ โดยเร่งยกระดับผลิตภาพ สร้างโอกาสที่ทั่วถึง เพิ่มความน่าเชื่อถือของสถาบัน และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านและความเสี่ยงในอนาคต
พร้อมย้ำว่า GSi ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือสำหรับเปรียบเทียบ เรียนรู้ และค้นหาช่องว่างการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ มากกว่าจะไปจัดอันดับว่าใครดีกว่าหรือด้อยกว่ากัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5953851/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1On4MmpDRQvcra1I33yQpO

