• Sat. Oct 24th, 2026

8 ประเทศ “ร่ำรวยที่สุด” ในยุค 90 ญี่ปุ่นรั้งแค่อันดับ 6 ใครครองแชมป์?

8-ประเทศ-“ร่ำรวยที่สุด”-ในยุค-90-ญี่ปุ่นรั้งแค่อันดับ-6-ใครครองแชมป์?8 ประเทศ “ร่ำรวยที่สุด” ในยุค 90 ญี่ปุ่นรั้งแค่อันดับ 6 ใครครองแชมป์?

เปิด 8 ประเทศเศรษฐีแห่งยุค 90 ย้อนอันดับปี 1995 ญี่ปุ่นรั้งแค่อันดับ 6 ใครครองแชมป์?

เปิด 8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90 จากอันดับ WorldRankd ปี 1995 ลักเซมเบิร์กคว้าอันดับ 1 สหรัฐฯ อันดับ 2 ญี่ปุ่นรั้งอันดับ 6 เพราะอะไร?

8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90 มีประเทศไหนบ้าง? หากย้อนกลับไปในปี 1995 หรือ พ.ศ. 2538 ภาพเศรษฐกิจโลกแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ขณะที่ญี่ปุ่นครองตำแหน่งเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก แต่เมื่อพิจารณาความมั่งคั่งผ่านรายได้ต่อหัว กำลังซื้อ และปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ กลับพบว่าประเทศขนาดเล็กในยุโรปสามารถครองอันดับสูงกว่าประเทศมหาอำนาจได้อย่างน่าสนใจ

เว็บไซต์ WorldRankd เผยแพร่บทความ 8 Richest Countries of the 90s (The Giant That Looked Richest Was a Mirage) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 โดยนำข้อมูลเศรษฐกิจปี 1995 มาจัดอันดับ 8 ประเทศที่มีความมั่งคั่งโดดเด่น ผ่านดัชนีคะแนนรวมที่พิจารณาทั้ง GDP ต่อหัว กำลังซื้อจริง ขนาดเศรษฐกิจ และทิศทางการเติบโต

ผลการจัดอันดับพบว่า ลักเซมเบิร์กครองอันดับ 1 ตามเกณฑ์ของ WorldRankd ตามด้วยสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนญี่ปุ่น แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในเวลานั้น แต่กลับอยู่เพียงอันดับ 6 ของรายชื่อชุดนี้ เนื่องจากค่าเงินเยนที่แข็งค่ามากทำให้ GDP ต่อหัวเมื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐดูสูงกว่าระดับที่สะท้อนจากการปรับด้วยกำลังซื้อ

WorldRankd ใช้เกณฑ์อะไรจัดอันดับ 8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90?

การจัดอันดับครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาเฉพาะ GDP รวม หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวของแต่ละประเทศ แต่ใช้ดัชนีคะแนนรวมที่เว็บไซต์เรียกว่า WorldRankd Composite Index (WURSA) ซึ่งแบ่งการประเมินออกเป็น 5 ปัจจัย โดยให้น้ำหนักแตกต่างกันดังนี้

  • รายได้ต่อหัวตามความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (GDP per Capita, PPP) 30% ใช้เปรียบเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อประชากรหนึ่งคน โดยปรับความแตกต่างด้านระดับราคาสินค้าและบริการระหว่างประเทศ
  • GDP ต่อหัวแบบ Nominal 25% วัดมูลค่า GDP ต่อคนเมื่อแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยนตลาด
  • ขนาดเศรษฐกิจโดยรวม 20% พิจารณามูลค่า GDP ทั้งประเทศ เพื่อสะท้อนขนาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
  • แนวโน้มการเติบโตในทศวรรษ 1990 จำนวน 15% ประเมินว่าประเทศกำลังขยายตัวหรือเผชิญภาวะชะลอตัว
  • ความสอดคล้องระหว่างรายได้ตัวเงินกับกำลังซื้อ 10% พิจารณาความแตกต่างระหว่างมูลค่า GDP ต่อหัวแบบ Nominal และ PPP

WorldRankd ให้น้ำหนักกับ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อสูงที่สุด เนื่องจากต้องการสะท้อนความแตกต่างของระดับราคาสินค้าและบริการระหว่างประเทศ มากกว่าดูเฉพาะตัวเลขรายได้ที่แปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้เป็นวิธีจัดอันดับที่เว็บไซต์กำหนดขึ้นเอง จึงไม่ใช่การจัดอันดับประเทศร่ำรวยอย่างเป็นทางการของธนาคารโลกหรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และลำดับอาจเปลี่ยนแปลงได้หากใช้ตัวชี้วัดหรือชุดข้อมูลอื่น

8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90 จากข้อมูลปี 1995

อันดับ 8 สวีเดน (Sweden) คะแนน 52.8

สวีเดน อยู่ในอันดับ 8 ตามดัชนี WorldRankd โดยปี 1995 มี GDP ต่อหัวแบบ Nominal ประมาณ 30,218 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อประมาณ 23,214 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจรวมอยู่ที่ประมาณ 267,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้สวีเดนจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและระบบสวัสดิการสังคมที่พัฒนาแล้ว แต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศต้องเผชิญวิกฤตธนาคารและค่าเงินครั้งรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน โดยในปี 1992 ธนาคารกลางสวีเดนเคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอย่างรุนแรงเพื่อปกป้องค่าเงินโครนา ก่อนเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

เมื่อเข้าสู่ปี 1995 เศรษฐกิจสวีเดนเริ่มฟื้นตัว แต่รายได้ต่อหัวตามกำลังซื้อยังต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มเดียวกัน จึงทำให้ได้คะแนนรวมต่ำที่สุดในรายชื่อทั้ง 8 ประเทศ อย่างไรก็ตาม สวีเดนยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานการครองชีพสูงเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ของโลกในยุคนั้น

อันดับ 7 เดนมาร์ก (Denmark) คะแนน 56.5

เดนมาร์ก เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งโดดเด่นในภูมิภาคยุโรปเหนือ โดยในปี 1995 มี GDP ต่อหัวแบบ Nominal ประมาณ 35,441 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อประมาณ 28,929 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนขนาดเศรษฐกิจรวมอยู่ที่ประมาณ 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จุดแข็งของเดนมาร์กคือระบบรัฐสวัสดิการที่พัฒนาแล้ว โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และบริการสาธารณะที่ครอบคลุมประชาชน โดยประเทศจัดเก็บภาษีในระดับสูงเพื่อนำมาใช้สนับสนุนบริการสังคมและสวัสดิการต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กมีประชากรเพียงประมาณ 5.2 ล้านคน ทำให้ขนาดเศรษฐกิจโดยรวมค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ แม้ GDP ต่อหัวจะอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อรวมเกณฑ์ขนาดเศรษฐกิจเข้ามาด้วย จึงอยู่ในอันดับ 7 ของการจัดอันดับครั้งนี้

อันดับ 6 ญี่ปุ่น (Japan) คะแนน 60.3

ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจที่สุดของการจัดอันดับ เพราะในปี 1995 ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมูลค่า GDP รวมประมาณ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมี GDP ต่อหัวแบบ Nominal สูงถึง 44,960 ดอลลาร์สหรัฐ

แต่เมื่อปรับด้วยความเสมอภาคของอำนาจซื้อ หรือ PPP ตัวเลข GDP ต่อหัวตามชุดข้อมูลที่ WorldRankd ใช้กลับอยู่ที่ประมาณ 23,666 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข Nominal ถึงประมาณ 21,294 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 47% ของมูลค่า Nominal

สาเหตุสำคัญมาจากค่าเงินเยนที่แข็งค่ามากในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเงินเยนเคยแข็งค่าขึ้นใกล้ระดับ 80 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนเมษายน 1995 ส่งผลให้มูลค่า GDP ของญี่ปุ่นเมื่อแปลงเป็นดอลลาร์ดูสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ตัวเลข PPP คำนึงถึงความแตกต่างด้านระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศด้วย

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเผชิญผลกระทบจากการแตกของฟองสบู่สินทรัพย์ช่วงต้นทศวรรษ 1990 หลังจากตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เคยเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ช่วงเศรษฐกิจซบเซาที่ยาวนานและเป็นที่รู้จักในชื่อ Lost Decade หรือทศวรรษที่สูญหาย

ด้วยเหตุนี้ แม้ญี่ปุ่นจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และตัวเลข GDP ต่อหัวแบบ Nominal สูงมาก แต่เมื่อพิจารณากำลังซื้อและแนวโน้มเศรษฐกิจร่วมด้วย จึงได้รับคะแนนรวมอยู่ในอันดับ 6 ตามดัชนี WorldRankd

อันดับ 5 เยอรมนี (Germany) คะแนน 63.4

เยอรมนี ครองอันดับ 5 โดยในปี 1995 มีขนาดเศรษฐกิจรวมประมาณ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ขณะที่ GDP ต่อหัวแบบ Nominal อยู่ที่ประมาณ 31,919 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้ออยู่ที่ 26,762 ดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงดังกล่าว เยอรมนียังคงอยู่ระหว่างการปรับตัวหลังการรวมประเทศระหว่างเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกในปี 1990 ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่อดีตเยอรมนีตะวันออก

แม้การรวมประเทศจะสร้างภาระทางการคลังในระยะสั้น แต่เยอรมนียังคงมีภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ เครื่องจักร และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยอรมนีได้รับคะแนนรวมสูงกว่าญี่ปุ่นเล็กน้อย

อันดับ 4 นอร์เวย์ (Norway) คะแนน 64.3

นอร์เวย์ เป็นอีกประเทศในยุโรปเหนือที่มีความมั่งคั่งโดดเด่น โดยปี 1995 มี GDP ต่อหัวแบบ Nominal ประมาณ 34,573 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อประมาณ 32,864 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจรวมอยู่ที่ประมาณ 151,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนเศรษฐกิจนอร์เวย์คืออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากทะเลเหนือ ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกจำนวนมาก และกลายเป็นรากฐานของความมั่งคั่งในประเทศ

รัฐบาลนอร์เวย์ยังเริ่มวางระบบบริหารรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติผ่านกองทุนปิโตรเลียมของรัฐบาล ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 1990 ก่อนจะได้รับเงินโอนเข้ากองทุนครั้งแรกในปี 1996 แนวทางดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของการนำรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติมาสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว

แม้นอร์เวย์จะมี GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่ม แต่เนื่องจากประชากรมีจำนวนไม่มากและขนาดเศรษฐกิจรวมค่อนข้างเล็ก จึงได้อันดับ 4 ตามคะแนนรวมของ WorldRankd

อันดับ 3 สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) คะแนน 64.9

สวิตเซอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุดในกลุ่มที่ WorldRankd นำมาจัดอันดับ โดยปี 1995 มี GDP ต่อหัวแบบ Nominal ประมาณ 51,041 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อประมาณ 37,071 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนขนาดเศรษฐกิจรวมอยู่ที่ประมาณ 358,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความมั่งคั่งของสวิตเซอร์แลนด์มีรากฐานจากระบบธนาคารและการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น นาฬิกา เครื่องมือความแม่นยำสูง และอุตสาหกรรมยา ประเทศยังมีชื่อเสียงด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงินที่ได้รับความเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม สวิตเซอร์แลนด์มีค่าครองชีพสูง ทำให้ GDP ต่อหัวแบบ Nominal แตกต่างจากตัวเลขที่ปรับด้วย PPP ค่อนข้างมาก แม้กระนั้น รายได้ต่อหัวตามกำลังซื้อของประเทศก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

เมื่อพิจารณาทั้งระดับรายได้และขนาดเศรษฐกิจ สวิตเซอร์แลนด์จึงได้รับคะแนน 64.9 และครองอันดับ 3 ของรายชื่อประเทศร่ำรวยแห่งปี 1995 ตามวิธีจัดอันดับของ WorldRankd

อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา (United States) คะแนน 75.5

สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี 1995 โดยมี GDP รวมประมาณ 7.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และประชากรประมาณ 266 ล้านคน ขณะที่ GDP ต่อหัวแบบ Nominal และตัวเลข PPP ตามชุดข้อมูลของ WorldRankd อยู่ที่ประมาณ 28,671 ดอลลาร์สหรัฐ

แม้รายได้ต่อหัวของสหรัฐฯ จะต่ำกว่าหลายประเทศขนาดเล็กในยุโรป แต่สหรัฐฯ มีความได้เปรียบด้านขนาดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตลาดการเงิน และความสามารถในการสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 ที่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การเติบโตดังกล่าวนำไปสู่ยุคเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในชื่อ Dot-com Boom ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงปลายทศวรรษ

WorldRankd จึงให้คะแนนสหรัฐอเมริกาสูงถึง 75.5 จากการรวมกันของขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกและแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ประเทศครองอันดับ 2 แม้ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อจะไม่ได้สูงเป็นอันดับ 2 ของรายชื่อก็ตาม

อันดับ 1 ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) คะแนน 76.8

ลักเซมเบิร์ก ประเทศขนาดเล็กในยุโรป เป็นผู้ครองอันดับ 1 ของการจัดอันดับครั้งนี้ ด้วยคะแนนรวม 76.8 โดยในปี 1995 มี GDP ต่อหัวแบบ Nominal ประมาณ 50,705 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อสูงถึงประมาณ 53,093 ดอลลาร์สหรัฐ ตามชุดข้อมูลที่ WorldRankd ใช้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ลักเซมเบิร์กมีประชากรไม่ถึง 420,000 คน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมเพียงประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี แต่กลับมี GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อสูงที่สุดในบรรดา 8 ประเทศที่นำมาจัดอันดับ

ความมั่งคั่งของลักเซมเบิร์กมาจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ จากประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กกล้าเป็นหลัก ไปสู่ศูนย์กลางการเงิน การธนาคาร และธุรกิจกองทุนการลงทุนระดับนานาชาติ ทำให้ประเทศสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร

อย่างไรก็ตาม GDP ต่อหัวไม่ได้หมายถึงรายได้จริงที่ประชาชนทุกคนได้รับ และในกรณีของลักเซมเบิร์กยังต้องคำนึงถึงแรงงานข้ามพรมแดนที่เข้ามาทำงานและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศด้วย จึงไม่ควรนำตัวเลข GDP ต่อหัวไปตีความว่าประชาชนทุกคนมีรายได้หรือความมั่งคั่งเท่ากับตัวเลขดังกล่าว

ถึงกระนั้น เมื่อใช้เกณฑ์คะแนนรวมของ WorldRankd ที่ให้น้ำหนักกับ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อสูงที่สุด ลักเซมเบิร์กจึงสามารถครองอันดับ 1 เหนือประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในรายชื่อนี้ได้

ตารางสรุป 8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90 ตามอันดับ WorldRankd ปี 1995

อันดับ ประเทศ GDP ต่อหัว Nominal (ดอลลาร์) GDP ต่อหัว PPP (ดอลลาร์ตามชุดข้อมูลต้นฉบับ) คะแนน WorldRankd
1 ลักเซมเบิร์ก 50,705 53,093 76.8
2 สหรัฐอเมริกา 28,671 28,671 75.5
3 สวิตเซอร์แลนด์ 51,041 37,071 64.9
4 นอร์เวย์ 34,573 32,864 64.3
5 เยอรมนี 31,919 26,762 63.4
6 ญี่ปุ่น 44,960 23,666 60.3
7 เดนมาร์ก 35,441 28,929 56.5
8 สวีเดน 30,218 23,214 52.8

ที่มา: WorldRankd, บทความ 8 Richest Countries of the 90s เผยแพร่ 22 ตุลาคม 2026 โดยใช้ตัวเลขอ้างอิงปี 1995 ตามชุดข้อมูลของเว็บไซต์ ทั้งนี้ ตัวเลข GDP และ PPP อาจแตกต่างจากฐานข้อมูลที่มีการปรับปรุงย้อนหลังหรือใช้ปีฐานอื่น และการจัดอันดับไม่ได้เรียงตาม GDP ต่อหัวอย่างเดียว

ทำไมญี่ปุ่นจึงดูร่ำรวยมาก แต่กลับอยู่อันดับ 6?

ความแตกต่างระหว่าง GDP ต่อหัวแบบ Nominal และ PPP เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้การจัดอันดับนี้น่าสนใจ โดยเฉพาะกรณีของญี่ปุ่นซึ่งมีค่าเงินเยนแข็งค่ามากในปี 1995 ส่งผลให้ GDP เมื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่าสูงอย่างโดดเด่น

GDP ต่อหัวแบบ Nominal คำนวณจากมูลค่าเศรษฐกิจตามราคาตลาด แล้วแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ตามอัตราแลกเปลี่ยน ส่วน GDP ต่อหัวแบบ PPP ใช้การปรับระดับราคาสินค้าและบริการระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้โดยลดผลกระทบจากความแตกต่างด้านราคาภายในประเทศ

ดังนั้น ประเทศที่มีค่าเงินแข็งอาจมี GDP ต่อหัวแบบ Nominal สูงมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีกำลังซื้อสูงกว่าประเทศอื่นในสัดส่วนเดียวกัน อย่างไรก็ตาม PPP ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดรายได้สุทธิของครัวเรือนหรือคุณภาพชีวิตทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการกระจายรายได้ ค่าครองชีพเฉพาะพื้นที่ และการเข้าถึงบริการสาธารณะ

สำหรับญี่ปุ่นในปี 1995 ความแตกต่างระหว่าง Nominal และ PPP จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คะแนนไม่สูงเท่าที่หลายคนคาด ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหลังฟองสบู่สินทรัพย์แตก ซึ่งกระทบแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว

สรุป 8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90 ประเทศเล็กอาจมีรายได้ต่อหัวสูงกว่ามหาอำนาจ

การจัดอันดับ 8 ประเทศร่ำรวยแห่งยุค 90 ของ WorldRankd ซึ่งอ้างอิงข้อมูลปี 1995 สะท้อนให้เห็นว่า ขนาดเศรษฐกิจและ GDP ต่อหัวเป็นตัวชี้วัดคนละด้าน โดย ลักเซมเบิร์กครองอันดับ 1 ตามคะแนนรวมของเว็บไซต์ ตามด้วยสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เยอรมนี ญี่ปุ่น เดนมาร์ก และสวีเดน

หนึ่งในข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประเทศขนาดเล็กอย่างลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์สามารถมี GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อสูงกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาก ขณะที่ญี่ปุ่นมี GDP รวมและตัวเลข Nominal สูง แต่ผลจากค่าเงินและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทำให้คะแนนรวมตามเกณฑ์นี้อยู่เพียงอันดับ 6

อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการประเมินด้วยดัชนีเฉพาะของ WorldRankd ไม่ใช่รายชื่อ 8 ประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ หากใช้ตัวชี้วัดต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น GDP รวม GDP ต่อหัวแบบ Nominal หรือ PPP ลำดับประเทศย่อมแตกต่างกันได้ จึงควรพิจารณาเกณฑ์ที่ใช้ควบคู่กับตัวเลขทุกครั้ง

แหล่งอ้างอิง

  1. WorldRankd – 8 Richest Countries of the 90s (The Giant That Looked Richest Was a Mirage), 22 October 2026
  2. World Bank – GDP per Capita (Current US$)
  3. World Bank – GDP per Capita, PPP (Current International $)
  4. World Bank – GDP (Current US$)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9909991/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gNfHFhRvr6lbo_b5YlaMM