ธนาคารกลางเวียดนามออกโรงเตือนว่า ความต้องการเงินทุนในขณะนี้มีปริมาณสูงกว่าความสามารถในการระดมทุนของแบงก์ นับเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน หลังรัฐบาลเร่งรัดให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับตัวเลขสองหลัก (Double-Digit) ในปีนี้
วันนี้ (13 สิงหาคม) ธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ระบุว่า ยอดสินเชื่อคงค้างในสกุลเงินดองมีมูลค่าสูงกว่ายอดเงินฝากประมาณ 2 พันล้านล้านดอง (7.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งความไม่สมดุลดังกล่าว “ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้ให้กู้ ตลอดจนเสถียรภาพของระบบการเงินและการคลัง”
เล มินห์ ฮุง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม มีกำหนดการเข้าหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตะระดับเกือบ 12% ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักสำหรับปี 2026
อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับทิศทางการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ตลอดจนข้อพิพาทด้านภาษีศุลกากรที่ยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
รายงานของธนาคารกลางเวียดนามระบุเพิ่มเติมว่า “ขีดความสามารถในการใช้นโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีจำกัดอย่างมาก เมื่อประเมินจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงผลกระทบจากศักยภาพในการระดมทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน” นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปี ยังส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น” อีกด้วย
อีกสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันในการระดมทุน มีรายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า ธนาคาร Techcombank ได้ดำเนินการเปิดตัวโครงการเพื่อระดมทุน ทำให้กลายเป็นสถาบันการเงินของเวียดนามแห่งล่าสุด ที่แสวงหาแหล่งเงินทุนจาก ‘ต่างประเทศ’
เวียดนามเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่ระลอกใหม่.
แม้ว่าเวียดนามจะยังคงรั้งตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ แต่การบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 10% มีแนวโน้มที่จะเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าเหตุผลในการเฉลิมฉลอง
ตามที่ แกเร็ธ เลเธอร์ (Gareth Leather) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียจาก Capital Economics ได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “การกระตุ้นอุปสงค์ให้เกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบเศรษฐกิจ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความเปราะบางทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น”
นอกจากนี้ เลเธอร์ยังให้ข้อสังเกตว่าเวียดนามเคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไปได้กระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2022
ธนาคารกลางมีภารกิจสำคัญระดับวิกฤตในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และบริหารจัดการการขยายตัวของสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย
ทั้งนี้ ธนาคารกลางเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 15% ในปีนี้ แต่ได้ออกมาย้ำหลายครั้งว่าตัวเลขดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.45% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังคงอยู่ในระดับสูงภายหลังความขัดแย้งในอิหร่าน รายงานระบุว่า ปัจจัยนี้ทำให้ธนาคารกลางเวียดนามมีข้อจำกัดอย่างมากในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย “เพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 4.5% ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายเดือนในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ จะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34% เท่านั้น”
ส่อง GDP เวียดนามครึ่งแรกปีนี้
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจ (GDP) เวียดนามขยายตัว 8 39% ในช่วงไตรมาสเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 7.94% ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิต
ทำให้การเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 8.18% ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีที่กำหนดไว้อย่างน้อย 10%
สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงในช่วงครึ่งหลังของปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจจำเป็นต้องขยายตัวถึง 11.7% ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีของรัฐบาลที่ระดับ 10%
ภาพ: CravenA / Shutterstock
อ้างอิง:
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-central-bank-loan-deposit-gap-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yO64xb_xImluofldWKk-S

