• Fri. Jun 19th, 2026

“เอกนิติ” รับลูก S&P-IMD ส่งสัญญาณบวกศก.ไทย เร่งเครื่อง กรอ. หัวหอกขับเคลื่อนประเทศระยะยาว : อินโฟเควสท์

“เอกนิติ”-รับลูก-s&p-imd-ส่งสัญญาณบวกศกไทย-เร่งเครื่อง-กรอ.-หัวหอกขับเคลื่อนประเทศระยะยาว-:-อินโฟเควสท์“เอกนิติ” รับลูก S&P-IMD ส่งสัญญาณบวกศก.ไทย เร่งเครื่อง กรอ. หัวหอกขับเคลื่อนประเทศระยะยาว : อินโฟเควสท์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่า การคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเสถียรภาพด้านการคลัง พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

“ทั้ง Moody’s และ S&P ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขปัญหากฎระเบียบ ซึ่ง Thailand Fast Pass เป็นเพียงต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบ ก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้ คือบางเรื่องเราไม่ต้องใช้เงินเลย เราปลดล็อกก็ขับเคลื่อนไปได้” นายเอกนิติ กล่าว

ขณะที่ สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.นี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมา มีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้น และลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่า ตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

“ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือ ความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

ส่วนในประเด็นที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรก และอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตร และคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody’s และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจ คือทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบ สามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย.69 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ ประกอบด้วย คณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ซึ่งแนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่นเดียวกับยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพ และวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทย ยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวขอบคุณคนไทยที่ให้ความมั่นใจและความร่วมมือต่อนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนานาชาติ ทำให้ศักยภาพของประเทศไทยยกระดับเพิ่มสูงขึ้น คนมาลงทุน มาใช้ชีวิต และมาท่องเที่ยวในประเทศไทยก็มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มิ.ย. 69)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/603012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CY3E1PGh2pc0T7yUeCGaP