ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยรุมเร้า ทั้งสงครามการค้า ปัญหาราคาน้ำมัน และวิกฤติขีดความสามารถทางการแข่งขัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ผู้บริหารหญิงจากอาณาจักร IRC กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ฮีโร่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมให้รอดพ้นจากวิกฤติ โดยเธอกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.
จากแผนยุทธศาสตร์ สู่”700 วันแห่งการลงมือทำ”
นางพิมพ์ใจ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากวาระที่ผ่านมาคือช่วงเวลาของการวาง “Strategic Policy” หรือนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ วาระต่อจากนี้ภายใต้การนำของเธอจะเป็นวาระแห่ง “Action Agenda” หรือการเน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเธอได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้ที่ 700 วัน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
“งานเราจะกระจายออกไปทันที และขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนว่าเราต้อง Action ไปด้วยกัน เพราะสภาวะอุตสาหกรรมตอนนี้ลำบากกันหมด ถ้าใครบอกไม่ลำบากคือโกหกจึงต้องทำงานเชิงรุก” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ตั้ง “หน่วยคอมมานโด” ปกป้องอุตสาหกรรมไทย
หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่นางพิมพ์ใจนำเสนอคือ การแก้ไขปัญหาที่สินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เข้ามาทุ่มตลาดจนกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยมีแผนจัดตั้ง “สายงานพิเศษ” ที่เปรียบเสมือน “หน่วยคอมมานโด” เพื่อคุ้มครองและพิทักษ์อุตสาหกรรมไทย
หน่วยงานนี้จะดึงมือดีจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ยานยนต์ และยาง เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TBT) และการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MIT) ให้เติบโตอย่างแท้จริง หลังจากที่ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก
ยกระดับ SME ด้วยเทคโนโลยี AI และการอัพสกิล
นางพิมพ์ใจ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยมองว่า AI (Artificial Intelligence) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เตรียมดึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับดอกเตอร์และผู้จบจากสถาบันชั้นนำอย่าง MIT มาช่วยวางระบบและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ทั่วโลกเพื่อช่วยสมาชิก ส.อ.ท. นอกจากนี้ยังมีนโยบายการ “อัพสกิล” แรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน
สร้างเอกภาพ “อ่อนนอกแข็งใน” ผนึกกำลังภาครัฐ
สไตล์การทำงานของนางพิมพ์ใจ ถูกนิยามว่าเป็นแบบ “อ่อนนอกแข็งใน” คือมีความยืดหยุ่นในการเจรจาแต่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม, เธอเน้นการสร้าง “Unity” หรือความสามัคคี ภายในสภาอุตสาหกรรมฯ ให้เป็นหนึ่งเดียว
ในส่วนของการทำงานร่วมกับภาครัฐ จะมีนโยบายที่จะทำงานคู่ขนานกับ กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายคือการกำจัดกฎระเบียบที่ไม่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
บทพิสูจน์จากผลงานในอดีต
ความเชื่อมั่นที่สมาชิกมีต่อนางพิมพ์ใจ ส่วนหนึ่งมาจากผลงานสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการประสานงานเพื่อจัดหา “วัคซีน” ให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ภายใต้บริบทดังกล่าว นางพิมพ์ใจ ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในวาระปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อวางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
I1 : Intelligent Industry ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้ AI & Automation เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่ Smart Factory & Smart OEM การขับเคลื่อนในมิตินี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตได้จริง โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของแต่ละโรงงาน
โดยจะมีการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ
ในเชิงปฏิบัติ จะเน้นการนำระบบ Digital Technology, Artificial Intelligence (AI), Automation, Robotics และ Data Analytics มาใช้ โดยเฉพาะแนวทาง Data-driven Manufacturing เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม
I2 : Innovation & Creative Industry สร้างความแตกต่าง พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่การสร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า (Brand & IP) นโยบายนี้มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากรูปแบบที่พึ่งพาการผลิตตามคำสั่งซื้อ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Innovation และ Creativity โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแนวทางหลักคือการผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมกำหนดโจทย์งานวิจัย” (Industry-driven R&D) เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้
การดำเนินงานจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะ Agenda-based Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพใหม่ อาทิ Health & Wellness และอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าและขยายตลาดในอนาคต
I3 : International Alliance & Network ใช้ความเป็นกลางของไทย สร้างโอกาสเป็น Global Supply Chain HUB เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่
นโยบายนี้มุ่งใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้าน ความเป็นกลาง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) และเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Advantage) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
การดำเนินงานจะมุ่งสร้าง Strategic Alliance กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาการเชื่อมโยง Supply Chain Integration ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้า (Regional Industry HUB) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านตลาด จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้าน Market Penetration Enhancement โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ
I4 : Industrial Infrastructure Reform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไทย ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับสู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมหลายมิติสำคัญ
ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะ Direct PPA และ Green & Clean Energy เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ในด้านกฎหมาย จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine และ Omnibus Law
ในด้านการค้า จะพัฒนามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วย Trade Remedy Early Warning System เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้าด้วย AI และเร่งรัดการดำเนินมาตรการ AD/CVD/SG อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเชิงรุก จะผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้น Upskill / Reskill, การทำงานร่วมกับ AI & Robotics, และการดึงดูด Global Talents เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทย
I5 : Inclusive & Sustainable Growth ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ในระดับอุตสาหกรรม จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในระดับองค์กร จะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย (Modernized Database & Organization) เพื่อสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือภายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนในภาพรวม
“แนวทาง 5I เป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”
การก้าวขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.ของ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวผู้นำตามวาระ แต่เป็นการประกาศความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยที่จะก้าวผ่านวิกฤติด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความเป็นเอกภาพ ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์จากการ “ทำจริง” ใน 700 วันต่อจากนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cd7fpGeDXaZdYA4Pphcsz

