Brent ปิด 116.72 ดอลลาร์ สูงสุดเกือบ 6 เดือน จับตาต้นทุนไทย-ภาระประชาชน
น้ำมันแพงเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจไทย ทั้งค่าขนส่ง ต้นทุนธุรกิจ และกำลังซื้อ ขณะที่การชดเชยราคามีต้นทุน ต้องติดตามราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าเงินบาท และความยืดเยื้อของความขัดแย้ง ก่อนประเมินภาระที่ประชาชนต้องรับ
น้ำมันจะพุ่งไปถึงระดับไหน ยังไม่มีใครให้คำตอบได้แน่นอน สิ่งที่ประเมินได้ในเวลานี้คือปัจจัยที่กำลังกระทบราคา ทั้งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่ง และความกังวลว่าอุปทานจะสะดุด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างไทยย่อมเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.55 ดอลลาร์ หรือ 3.14% เป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน หรือเกือบ 6 เดือน โดยความกังวลด้านอุปทานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นแรงผลักดันสำคัญ
สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากราคาตลาดโลกคือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านมาถึงราคาขายปลีกและราคาสินค้าเร็วเพียงใด ธุรกิจจะรับภาระได้นานแค่ไหน และรัฐจะใช้เครื่องมือใดช่วยเหลือประชาชนโดยไม่เพิ่มภาระทางการเงินจนเกินกำลัง
จับตาอุปทานจริง ควบคู่ความเสี่ยงเส้นทางขนส่ง
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสร้างแรงกดดันต่อตลาดได้ทั้งจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และความกังวลว่าจะเกิดเหตุเพิ่มเติม การประเมินทิศทางราคาจึงต้องแยกว่า เหตุการณ์ใดทำให้ปริมาณผลิตหรือส่งออกลดลงแล้ว และเหตุการณ์ใดยังเป็นความเสี่ยงที่ตลาดนำมาคิดในราคา
เช่นเดียวกับความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งต้องติดตามผลต่อการเดินเรือ ค่าระวาง และค่าประกันภัย แม้ยังไม่มีการหยุดขนส่งทั้งหมด ต้นทุนการส่งมอบก็อาจเพิ่มขึ้นได้หากเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้เวลามากขึ้น
ระยะเวลาจึงมีความสำคัญพอๆ กับระดับราคา หากสถานการณ์คลี่คลายและการส่งมอบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แรงกดดันอาจลดลง แต่หากความเสียหายกระทบการผลิตต่อเนื่อง ภาระต้นทุนจะมีโอกาสส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น
ต้นทุนไทยต้องดูราคาสำเร็จรูปและเงินบาท
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เป็นสัญญาณสำคัญของตลาดโลก แต่การขึ้นของ Brent ไม่ได้แปลว่าราคาหน้าปั๊มไทยจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันทันที เพราะยังมีราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้อ้างอิง อัตราแลกเปลี่ยน ภาษี เงินกองทุน และค่าการตลาดเป็นองค์ประกอบ
ข้อมูลราคาขายปลีกที่เผยแพร่โดยหน่วยงานพลังงาน ณ วันที่ 24 ตุลาคม แสดงราคาดีเซล B7 ที่ 43.54 บาทต่อลิตร สะท้อนระดับค่าใช้จ่ายที่ผู้ใช้น้ำมันและผู้ประกอบการขนส่งต้องนำไปคำนวณในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ
ตัวแปรที่ต้องจับตาควบคู่กันคือค่าเงินบาท เพราะการซื้อพลังงานจากต่างประเทศมีต้นทุนในรูปเงินตราต่างประเทศ หากเงินบาทอ่อนค่าในช่วงที่น้ำมันแพง ต้นทุนนำเข้าเมื่อคิดเป็นเงินบาทจะเพิ่มขึ้นอีก แต่หากเงินบาทแข็งค่า ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันได้บางส่วน
อีกประเด็นคือราคาดีเซลและเบนซินสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวต่างจากน้ำมันดิบ ขึ้นอยู่กับกำลังกลั่น ความต้องการใช้ และความพร้อมในการส่งมอบ การติดตาม Brent เพียงตัวเดียวจึงยังไม่เพียงพอสำหรับประเมินแนวโน้มราคาขายปลีกไทย
ผลกระทบที่เห็นได้โดยตรงอยู่ในกิจการที่ใช้น้ำมันมาก เช่น ขนส่งสินค้า รถโดยสาร ประมง และเครื่องจักรกลการเกษตร หากปรับค่าบริการไม่ได้ทัน ต้นทุนที่สูงขึ้นจะลดกำไรและเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินสด
แต่หากธุรกิจทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า ภาระจะขยายไปสู่ราคาสินค้าและบริการ ขณะที่รายได้ครัวเรือนอาจปรับตามไม่ทัน ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำจึงมีความเสี่ยงเหลือเงินสำหรับรายจ่ายอื่นลดลง
ส่วนผลต่อค่าไฟฟ้าต้องพิจารณาราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG โครงสร้างเชื้อเพลิง และรอบการคำนวณค่าไฟร่วมด้วย จึงยังไม่ควรสรุปว่าค่าไฟจะเพิ่มขึ้นทันทีตามราคาน้ำมันดิบ
รัฐช่วยได้แค่ไหน ประชาชนควรเริ่มรับมืออย่างไร
มาตรการชดเชยราคาช่วยชะลอภาระหน้าปั๊ม แต่ต้นทุนส่วนที่ชดเชยยังต้องมีผู้รับผิดชอบ หากน้ำมันแพงต่อเนื่อง รัฐต้องประเมินทั้งเงินที่ใช้ในแต่ละวัน สภาพคล่องของกองทุน และระยะเวลาที่จะดูแลราคาได้
การลดภาษีเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดแรงกดดันราคาได้ แต่มีผลต่อรายได้รัฐ จึงต้องพิจารณาร่วมกับวงเงิน ระยะเวลา และกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและกิจการที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเพื่อประกอบอาชีพ
ขณะเดียวกัน ความมั่นคงด้านปริมาณกับภาระด้านราคาเป็นคนละประเด็น การมีน้ำมันเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงขาดแคลน แต่ยังต้องจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนในราคาตลาด รัฐจึงควรเปิดเผยข้อมูลสำรองและแผนจัดหาเป็นระยะ พร้อมอธิบายให้ชัดว่าตัวเลขที่รายงานรวมปริมาณใดบ้าง
สำหรับประชาชน ควรเริ่มตรวจรายจ่ายด้านพลังงานได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ราคาปรับขึ้นอีก ขั้นแรกคือดูว่าแต่ละเดือนใช้น้ำมันกี่ลิตร และหากราคาเพิ่มขึ้นจะกระทบเงินคงเหลือเท่าใด ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้น้ำมันเดือนละ 100 ลิตร จะมีรายจ่ายเพิ่มเดือนละ 100 บาททุกครั้งที่ราคาขึ้นลิตรละ 1 บาท หากใช้ปริมาณเท่าเดิม
การรวมธุระในเส้นทางเดียวกัน ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และดูแลรถตามระยะ เป็นสิ่งที่เริ่มทำได้ทันที ส่วนผู้ประกอบอาชีพขนส่งหรือค้าขายควรทบทวนต้นทุนต่อเที่ยวและต่อหน่วย รวมถึงเงื่อนไขเสนอราคา เพื่อให้เห็นว่ารับภาระเพิ่มได้มากเพียงใด
การซื้อรถหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงานใหม่ควรคำนวณเงินลงทุน ภาระผ่อน และค่าใช้จ่ายที่ลดได้จริงก่อนตัดสินใจ เพราะการลดค่าน้ำมันอาจไม่คุ้มกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นในทุกกรณี
ราคาน้ำมันระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว แต่สิ่งที่ไทยเริ่มจัดการได้คือความโปร่งใสของต้นทุน การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น หากน้ำมันแพงยืดเยื้อ คำถามสำคัญจะอยู่ที่ว่ารายได้ของประชาชนและธุรกิจยังรองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นได้เพียงใด และมาตรการรัฐเข้าถึงกลุ่มที่รับภาระหนักได้ทันหรือไม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/brent-oil-thai-costs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32fhYbw3rB7CQBmzC69pxx

