“พิพัฒน์” ยันหลังนายกฯ สั่งคลังศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน ย้ำไม่ได้น้อยใจ มองเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงเล็งดึงหลายกระทรวงร่วมวิเคราะห์รอบด้าน ครอบคลุมทุกมิติ ชี้ผลศึกษาจะเป็นตัวชี้ขาด หากคุ้มค่า รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการต่อทันที
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงการคลังตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ในระยะเวลา 90 วันว่า เป็นแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้การศึกษามีความครบถ้วนรอบด้านมากยิ่งขึ้น โดยมีการแต่งตั้งประธานคณะทำงานและเปิดทางให้คัดเลือกคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมพิจารณาอย่างครอบคลุม ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกน้อยใจต่อการตัดสินใจดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามเหตุผลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การศึกษาครั้งใหม่นี้จะครอบคลุมทุกมิติที่ในอดีตอาจยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางราง ถนน และท่อขนส่ง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลังท่าเรือซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงการ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาท่าเรือสองฝั่งเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อพื้นที่และข้อกังวลของประชาชน เช่น ประเด็นการเวนคืนที่ดิน ซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลชัดเจนก่อนตัดสินใจ
“เมื่อครบกำหนด 90 วัน คณะทำงานจะสรุปผลการศึกษาเสนอรัฐบาล หากพบว่าโครงการมีความคุ้มค่า กระทรวงคมนาคมก็พร้อมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป โดยย้ำว่าผลการศึกษาจะเป็นตัวชี้ขาดสำคัญ” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ แม้จะแล้วเสร็จไปแล้ว แต่เป็นข้อมูลเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ซึ่งยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ใหม่ในปัจจุบัน เช่น แนวโน้มการจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบมะละกา หรือการเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติกส์โลก ทำให้จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย
ทั้งนี้ในส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ยอมรับว่าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ระดับผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดต้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้ามาศึกษาร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ โดยคณะทำงานชุดใหม่นี้จะมีตัวแทนจากหลายกระทรวง อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงมุมมองของกระทรวงคมนาคมเพียงฝ่ายเดียว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่าส่วนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) มีความเกี่ยวข้องกับหลายจังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีการพูดถึงเพียงบางพื้นที่เท่านั้น ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาพรวมทั้งหมดให้เป็นโครงการเดียวกันอย่างแท้จริง มองว่าการศึกษาเพิ่มเติม 90 วันยังอยู่ในกรอบเวลาของรัฐบาล โดยคาดว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน การก่อสร้างอาจเริ่มได้ในช่วงปี 2573
สำหรับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่เป็นการหารือในอดีต อย่างไรก็ตาม ในโครงสร้างโครงการใหม่ยังคงมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น ระบบท่อขนส่งน้ำมัน ระบบราง และถนน ซึ่งจะเชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC และท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าไปยังยุโรปและเอเชีย โดยลดการพึ่งพาการถ่ายลำที่สิงคโปร์
“รัฐบาลยืนยันว่า หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการมีความคุ้มค่า ก็พร้อมเดินหน้าต่อทันที เพราะแนวคิดนี้มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 และอยู่ในกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด. การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการให้ศึกษารอบใหม่ ถือเป็นการทำให้ข้อมูลทันสมัยและรอบด้านมากขึ้น เพื่อลดข้อกังวลของทุกภาคส่วน และสร้างความมั่นใจว่าโครงการขนาดใหญ่นี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว
อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

