• Sun. May 3rd, 2026

ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

ดัชนีการเมือง-เมย.-69-ลดทุกตัวชี้วัด-รัฐบาล-“อนุทิน”-บทบาทเด่นสุด-ฝ่ายค้าน-“อภิสิทธิ์”ดัชนีการเมือง เม.ย. 69 ลดทุกตัวชี้วัด รัฐบาล “อนุทิน” บทบาทเด่นสุด ฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์”

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ดัชนีการเมือง เม.ย. 2569 ลดลงทุกตัวชี้วัด มอง “อนุทิน” บทบาทโดดเด่นสุดฝ่ายรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์” อันดับ 1 อยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง-ลดภาระค่าครองชีพ

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนเมษายน 2569 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.79 คะแนน (เดือนมีนาคม 2569 ได้ 3.89 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย โดยดัชนีการเมืองไทยเดือนเมษายน 2569 ลดลงจากเดือนมีนาคม ในทุกตัวชี้วัด

1. ผลงานของฝ่ายค้าน 4.31 คะแนน

2. สิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4.24 คะแนน

3. การมีส่วนร่วมของประชาชน 4.22 คะแนน

4. การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน 4.18 คะแนน

5. ความมั่นคงของประเทศ 4.13 คะแนน

6. สภาพสังคมโดยรวม 4.06 คะแนน

7. เสถียรภาพทางการเมือง 4.03 คะแนน

8. การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 3.99 คะแนน

9. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.95 คะแนน

10. การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง 3.91 คะแนน

11. ผลงานของรัฐบาล 3.85 คะแนน

12. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ 3.83 คะแนน

12. การแก้ปัญหาต่าง ๆ ในภาพรวม 3.83 คะแนน

14. การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า  3.78 คะแนน

15. ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.76 คะแนน

16. การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 3.71 คะแนน

17. กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 3.69 คะแนน

18. ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.55 คะแนน

19. การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.54 คะแนน

20. ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.49 คะแนน

21. สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.46 คะแนน

22. การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.35 คะแนน

23. การแก้ปัญหาความยากจน 3.34 คะแนน

24. ราคาสินค้า 3.23 คะแนน

25. การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 3.22 คะแนน

3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด

อันดับ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 39.07%

อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 28.22%

อันดับ 3 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ 17.01%

อันดับ 4 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78%

อันดับ 5 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92%

4. นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด

อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 27.82%

อันดับ 2 นางสาวรักชนก ศรีนอก 23.25%

อันดับ 3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24%

อันดับ 4 นายรังสิมันต์ โรม 16.07%

อันดับ 5 นายธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62%

5. สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล

อันดับ 1 แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 49.82%

อันดับ 2 ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 31.03%

อันดับ 3 ตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้ 19.15%

6. สิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน

อันดับ 1 ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล 44.37%

อันดับ 2 ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ 34.57%

อันดับ 3 เป็นปากเสียงให้ประชาชน 21.06%

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

ทางด้าน ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบแทน 

วิกฤติภายนอกครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤติตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ระยะห่างของความคาดหวังระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-p7VbLbe0hoMJ8sOVCpTG