หมู่บ้านยูโทเปียสีเขียวในโคลอมเบียที่สร้างในยุค ’60 อยู่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมสุดโหดและไม่พึ่งพาโลกภายนอก

ที่มาของภาพ, Gaviotas
-
- Author, โซเฟีย กวายา
- Role, บีบีซีฟิวเจอร์
-
เวลาอ่าน: 13 นาที
ท่ามกลางที่ราบกว้างใหญ่ทางตะวันออกของโคลอมเบีย โลส ลลาโนส (Los Llanos) เป็นพื้นที่ห่างไกลและมีประชากรเบาบาง ที่นี่อยู่ห่างจากกรุงโบโกตา เมืองหลวงของประเทศราวหนึ่งวันหากเดินทางโดยรถยนต์ พื้นที่นี้มีผืนป่าซึ่งปลูกโดยมนุษย์จนเขียวชอุ่ม เติบโตขึ้นอย่างงดงามทอดตัวทั่วพื้นที่ขนาดประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร (31 ตารางไมล์)
ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่นั่นมีชุมชนพึ่งพาตนเองขนาดเล็กชื่อว่า กาวีโอตัส (Gaviotas) ชุมชนนี้ฝ่าฟันความเป็นไปได้ทุกประการ ดำรงอยู่และเจริญเติบโตบนผืนดินอันไม่เป็นมิตร ด้วยความช่วยเหลือจากสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่ล้ำยุคจำนวนมาก
เทคโนโลยีบุกเบิกเหล่านี้มีตั้งแต่เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ราคาประหยัด ไปจนถึงไม้กระดกเด็กเล่นที่ใช้เป็นเครื่องสูบน้ำได้ การปลูกสวนป่าที่สามารถเก็บเกี่ยวเป็นอาหารได้ไปจนถึงใช้เป็นพลังงานชีวภาพ เทคโนโลยีและแนวคิดบางแนวคิดได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีดั้งเดิมของชุมชนชนพื้นเมืองในพื้นที่ ขณะที่บางนวัตกรรมเกิดจากการทดลองอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและชาญฉลาด ภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด
แม้ครั้งหนึ่งสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้จะถูกมองว่าแปลกประหลาดหรือมีลักษณะเกินจริง แต่สิ่งประดิษฐ์จำนวนมากของหมู่บ้านแห่งนี้ได้พิสูจน์คุณค่าผ่านกาลเวลา จากเดิมทีที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของพื้นที่ แต่ต่อมาสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็ถูกนำไปใช้ซ้ำอย่างประสบความสำเร็จในพื้นที่อื่นของโคลอมเบียและในต่างประเทศ
นอกจากนี้ปรัชญาที่ถือกำเนิดจากการทดลองเหล่านี้ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับโครงการลักษณะเดียวกัน และช่วยให้โลกได้เห็นแนวทางการเข้าถึงความยั่งยืนอีกรูปแบบหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้นแล้ว แม้จะเป็นหมู่บ้านที่มีแนวทางในการดำเนินชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ท่ามกลางภูมิประเทศที่โหดร้ายก็ตาม ทว่าตัวหมู่บ้านเองก็ยังคงแทบจะไม่เหมือนที่ใด
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่เรียบง่ายขนาดนี้ถึงไม่ถูกนำไปทำที่อื่น มันเรียบง่ายเสียจนกาวีโอตัสสามารถทำได้ในพื้นที่หนึ่งที่มีสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุดในโลก” เปาโล ลูการี ผู้ก่อตั้งชุมชนแห่งนี้ในช่วงทศวรรษ 1960 กล่าว
ขณะที่หมู่บ้านกาวีโอตัสยังคงปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็มีคำถามสำคัญปรากฏในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยเช่นกัน นั่นคือคำถามว่าชุมชนที่ยั่งยืนจะดำรงอยู่ได้อย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปรรูปร่างอย่างรวดเร็วเช่นนี้ และเมื่อชุมชนตลอดจนอุดมการณ์ตั้งต้นของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป อะไรคือสิ่งที่ได้มา และอะไรคือสิ่งที่ต้องสูญเสียไป

ที่มาของภาพ, Gaviotas
ย้อนกลับไปในปี 1966 ลูการี ซึ่งขณะนั้นเป็นชาวอิตาเลียน-โคลอมเบียวัยราว 20 ปี จากครอบครัวนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ได้เดินทางข้ามผืนที่ราบ โลส ลลาโนส โดยเครื่องบิน และเกิดแรงบันดาลใจแรงกล้าที่จะสร้างชุมชนที่เขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ตลอดระยะเวลาสองสามปีหลังจากการเดินทางครั้งแรก เขาใช้เวลาพัฒนาความคิดดังกล่าว และชักชวนคนใกล้ชิดให้มาร่วมกันสร้างชุมชนนี้
ในที่สุด ปี 1971 ลูการีได้ซื้อที่ดินผืนหนึ่งในจังหวัดวีชาดาในนามของมูลนิธิไม่แสวงหากำไร และกลุ่มคนหลากหลายจำนวนราว 20 คน ก็ร่วมก่อตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ พวกเขาตั้งชื่อว่า “กาวีโอตัส” ซึ่งแปลว่า “นกนางนวล” ในภาษาสเปน เพื่อเป็นเกียรติแก่นกสีขาวสดใสริมแม่น้ำที่บินวนอยู่เหนือศีรษะ ขณะที่พวกเขากำลังสร้างบ้านเรือนใหม่
ตั้งแต่เริ่มต้น ชุมชนแห่งนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมหาศาล สภาพอากาศในโลส ลลาโนส ขึ้นชื่อว่ารุนแรง สลับไปมาระหว่างฝนตกหนักจนพื้นดินถูกน้ำท่วมและแสงแดดแผดเผา ในช่วงหลายปีหลังการตั้งถิ่นฐาน โลส ลลาโนส ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกครอบงำด้วยความรุนแรงทางการเมือง โดยมีกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ต่อสู้แย่งชิงการควบคุมพื้นที่ และแสวงหาผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติดและการปลูกโคคาซึ่งใช้ในการผลิตโคเคน
อย่างไรก็ตาม ลูการีได้รวบรวมผู้คนจากหลากหลายช่วงชีวิตของเขา เขายังเดินทางไปยังกรุงโบโกตาเพื่อชักชวนให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรมาเข้าร่วม พร้อมโน้มน้าวนักวิจัยรุ่นใหม่ให้ทำวิทยานิพนธ์ที่จินตนาการถึงโครงการด้านความยั่งยืนบนทุ่งหญ้าแบบสะวันนา
นอกจากนี้ลูการียังสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชนพื้นเมืองเร่ร่อนในท้องถิ่น รวมถึงชาวลลาเนโรส ซึ่งเป็นเกษตรกรในพื้นที่โดยเสนอการจ้างงานให้ และภายในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ลูการีระบุว่า ชุมชนแห่งนี้ได้ขยายตัวจนมีผู้อยู่อาศัยที่พึ่งพาตนเองได้มากกว่า 200 คน
การอยู่ร่วมกับสถานที่อย่าง “เกื้อกูลเหมาะสมกัน”

ที่มาของภาพ, Gaviotas
เพื่อสร้างวิถีชีวิตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้ ชาวกาวีโอตัส รวมถึงวิศวกรหลายคนที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ ๆ ได้ร่วมกันคิดค้นแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนต่ำ และยึดโยงกับทรัพยากรในท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบ
แนวคิดบางประการอย่างเช่น เรือนยาวแบบดั้งเดิม และที่พักอาศัยซึ่งมุงหลังคาด้วยใบปาล์มโมริเชหนา ๆ เพื่อทนต่อฝนและแสงแดด ได้รับอิทธิพลจากขนบธรรมเนียมของชนพื้นเมืองกวาฮีโบ ซึ่งเคยดำเนินชีวิตแบบเร่ร่อนในโลส ลลาโนส มานานก่อนที่ผู้อยู่อาศัยในกาวีโอตัสจะมาอาศัยอยู่ที่นี่
จากภูมิปัญญาของชาวกวาฮีโบ ชาวหมู่บ้านกาวีโอตัสได้เรียนรู้วิธีถักแหและเปลญวนจากก้านใบของต้นโมริเช วิธีสกัดน้ำมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการจากผลไม้ รวมถึงการทำเรือแคนูโดยการขุดเจาะจากลำต้นของต้นไม้ทั้งต้น
ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ชาวกาวีโอตัสอาศัยแสงแดดอันร้อนแรงของที่ราบ ส่วนการเข้าถึงน้ำดื่ม พวกเขาได้ประดิษฐ์เครื่องสูบน้ำหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเครื่องหนึ่งที่สามารถสูบน้ำจากใต้ดินลึกถึง 40 เมตร (130 ฟุต) โดยนำไปเชื่อมเข้ากับกระดานหกของเด็ก ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากเวลาที่เด็กเล่นเครื่องเล่นง่าย ๆ ชนิดนี้
ขณะเดียวกันวิศวกรท้องถิ่นก็ออกแบบกังหันลมขนาดเล็กที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถดักจับลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านอย่างรวดเร็ว ลมรูปแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะของที่ราบเขตร้อนในโคลอมเบีย โดยกว่าจะออกแบบได้นั้นได้ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วถึง 57 ครั้ง
“ที่นั่นรู้สึกปลอดภัยมาก และให้ความรู้สึกต้อนรับอย่างอบอุ่น มันเหมือนกับเวลาที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนจริง ๆ มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และรู้จักทุกคนรอบตัวคุณ” นาตาเลีย กูตีเอร์เรซ ซึ่งเกิดในกาวีโอตัสเมื่อปี 1996 กล่าว แม่ของเธอเป็นครูประจำชุมชน ส่วนพ่อเป็นวิศวกรด้านระบบน้ำของชุมชน
“ฉันใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างเต็มที่ จับกบเล่น” เธอเล่า

ที่มาของภาพ, Gaviotas
ปัจจุบัน กูตีเอร์เรซ กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศแคนาดา และอยู่ระหว่างการเรียนแลกเปลี่ยนในประเทศอิตาลี แต่เธอยังคงติดต่อกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ และระลึกถึงช่วงเวลาที่นั่นด้วยความรู้สึกอบอุ่น
“จากบ้านของฉันไปถึงที่ทำงานของแม่ ใช้เวลาไม่นาน จากที่ทำงานของแม่ไปถึงร้านอาหารของชุมชน แล้วจากร้านอาหารไปถึงแม่น้ำ ทุกอย่างอยู่ใกล้กันมาก” กูตีเอร์เรซกล่าว ขณะนั้นเธอเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีนักเรียนเพียงราว 10 คน และบริหารโดยแม่ของเธอเอง
กูตีเอร์เรซเล่าว่า เธอเรียนตามหลักสูตรมาตรฐานระดับชาติ ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ชีววิทยา และศิลปะ ควบคู่ไปกับวิชาเฉพาะของกาวีโอตัสที่เน้นการปลูกต้นไม้ วิธีบำบัดน้ำให้สะอาด และการบรรจุขวด ในโรงงานบรรจุน้ำของชุมชน น้ำถูกเก็บไว้ในภาชนะที่ออกแบบให้เรียงซ้อนกันได้อย่างพอดี เหมาะสำหรับการจัดเก็บ ขนย้าย และแม้แต่การเล่น คล้ายของเล่นเลโก้แบบทำเอง
เชลซี เชลลี ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–เมดิสัน สหรัฐฯ ระบุว่า แนวทางที่กาวีโอตัสพัฒนาขึ้นเองถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการเทคโนโลยีที่เหมาะสม” (appropriate technology movement)
“ไม่มีเทคโนโลยีชนิดใดชนิดหนึ่งที่เหมาะกับทุกคนในทุกพื้นที่ ดังนั้นเราควรพัฒนาเทคโนโลยีที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น และตอบสนองต่อบริบทในพื้นที่นั้น ๆ” เชลลีกล่าว
เธอซึ่งเคยศึกษาชุมชนยั่งยืนและหมู่บ้านเชิงนิเวศในสหรัฐฯ ที่ยึดแนวคิดคล้ายกับกาวีโอตัส กล่าวด้วยว่า “การใช้ชีวิตโดยสัมพันธ์อย่างเหมาะสมกับสถานที่ที่คุณอยู่ น่าจะเป็นบทเรียนที่พวกเราทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบได้ ไม่ว่าคุณจะออกแบบอะไรอยู่ก็ตาม ใช่ไหมล่ะ”

ที่มาของภาพ, Gaviotas
เช่นเดียวกับการทดลองทุกประเภท ยังมีสิ่งประดิษฐ์บางอย่างที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เช่น ตู้เย็นพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งวิศวกรไม่สามารถทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องบดมันสำปะหลังที่ใช้แรงถีบซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้ครอบครัวในท้องถิ่นนำไปใช้ สมาชิกชุมชนระบุว่า ชาวโลส ลลาโนส ไม่ได้ยอมรับเครื่องบดดังกล่าวในท้ายที่สุด เนื่องจากการบดมันสำปะหลังตามขนบเดิมเป็นงานของผู้หญิง ขณะที่การถีบจักรถือเป็นกิจกรรมของผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ความล้มเหลวก็ยังมอบบทเรียนอันมีค่า ตามที่หนังสือเกี่ยวกับหมู่บ้านกาวีโอตัสชื่อ “A Village to Reinvent The World” (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า หมู่บ้านที่สร้างโลกขึ้นมาใหม่) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1998 โดยนักข่าว อลัน ไวส์แมน ระบุไว้ว่า “ผมได้เรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับทุกแนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาที่กาวีโอตัส ไม่ว่าจะดูไม่น่าจะเป็นไปได้เพียงใด” ไวส์แมนเขียนไว้ “แม้แต่แนวคิดที่ล้มเหลว ก็มักจะนำไปสู่สิ่งอื่นที่ใช้งานได้จริง”
ตามคำกล่าวของลูการี สิ่งประดิษฐ์จำนวนมากของกาวีโอตัสได้เดินทางออกไปนอกชุมชนที่พึ่งพาตนเองแห่งนี้ กังหันลมเขตร้อนของกาวีโอตัสมากกว่า 5,000 ตัว ถูกติดตั้งทั่วพื้นที่โลส ลลาโนส และเครื่องสูบน้ำแบบพิเศษอีกกว่า 12,000 เครื่อง ถูกนำไปใช้งานในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโคลอมเบีย
ขณะเดียวกัน อุปกรณ์ทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ทรงกลมที่ชุมชนกาวีโอตัสออกแบบขึ้น ซึ่งใช้แผงโซลาร์เซลล์พิเศษที่สามารถเก็บพลังงานได้แม้จากแสงแดดที่กระจายตัว ก็ถูกติดตั้งเป็นจำนวนหลายพันชุด ในโครงการบ้านราคาประหยัดที่ชื่อว่า ซิวดัด ตูนาล มากถึง 5,500 หลัง โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ในกรุงโบโกตาที่มีสภาพอากาศครึ้มเมฆเป็นส่วนใหญ่
ลูการีระบุว่า ยังมีอุปกรณ์อีกประมาณ 30,000 ชุด ถูกนำไปใช้งานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่คฤหาสน์ของอดีตประธานาธิบดีโคลอมเบีย ไปจนถึงประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกา
เชลลีระบุว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีของกาวีโอตัสไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน สามารถถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของชุมชนแห่งนี้ได้
ลูการีบอกว่า สิ่งที่กาวีโอตัสคิดค้นขึ้นไม่ได้มีการจดสิทธิบัตรใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้องกับหมู่บ้านเชิงนิเวศหลายแห่งทั่วโลก ที่ยึดแนวคิดนวัตกรรมแบบเปิด (open-source) เพื่อสนับสนุนให้มีการนำไปทำซ้ำและขยายผล
“ดังนั้นผู้คนจึงสามารถเลียนแบบเราและคัดลอกสิ่งที่เราทำได้อย่างอิสระ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี” ลูการีกล่าว
“และถ้าใครก็ตามต้องการจดสิทธิบัตรโครงการของเราโครงการใดโครงการหนึ่งแล้วทำให้มันหยุดชะงัก สิ่งเดียวที่ผมมั่นใจได้คือ จินตนาการแบบกาวีโอตัสจะทำงานอีกครั้ง เพื่อปรับเปลี่ยนและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง”
เชื้อเพลิงจากต้นสน และป่าที่เป็นอาหารได้

ที่มาของภาพ, Gaviotas
ในช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากมีความพยายามปลูกพืชหลากหลายชนิดแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ชาวกาวีโอตัสจึงเริ่มปลูกสนแคริบเบียนสายพันธุ์หนึ่ง ตามคำแนะนำที่ลูการีได้รับระหว่างการเดินทางไปเวเนซุเอลา
ด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลโคลอมเบียและญี่ปุ่น พวกเขาปลูกกล้าไม้สนถึง 8 ล้านต้น โดยใส่เชื้อราพิเศษที่รากเพื่อช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้
ต้นสนทรงสูงเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างร่มเงาและความชื้น เอื้อให้สามารถปลูกพืชและพรรณไม้ชนิดอื่นได้ในเวลาต่อมา ทำให้หมู่บ้านมีโอกาสก้าวไปสู่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
ดินในพื้นที่เคยเผชิญกับการชะล้างอย่างรุนแรงจากฝนตกหนักเป็นเวลาหลายทศวรรษทำให้ดินมีความเป็นกรดสูงอย่างมาก แต่เมื่อดินได้รับการฟื้นฟูแล้ว พรรณไม้มากกว่า 250 ชนิดสามารถหยั่งรากได้ในเวลาต่อมาและยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมราว 60 กว่าชนิด เช่น กวาง คาปิบารา และสมเสร็จ เข้ามาอาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนี้
ลูการีกล่าวว่า ปัจจุบันแหล่งอาหารทั้งหมดของชุมชนราว 30% มาจากป่า พวกเขาปลูกมะนาว ส้ม ลิ้นจี่ มะขาม กาแฟ กล้วย ฝรั่ง และพืชอาหารอีกมากมาย
“มันกินได้ทั้งหมด และป่าที่กินได้นี้มีข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง เพราะชนิดของต้นไม้และพุ่มไม้ที่เรามีเป็นพืชถาวร อยู่กับเราตลอดทั้งปี เรากินทั้งต้นไม้ พืช และพุ่มไม้” ลูการีกล่าว
“มีคำกล่าวหนึ่งที่สรุปแนวคิดนี้ไว้ได้ดีคือ ‘ปลูกครั้งเดียว เก็บเกี่ยวได้ตลอดไป'”
นักวิทยาศาสตร์และนักพฤกษศาสตร์ของกาวีโอตัสเริ่มเก็บยางสนด้วยการเจาะต้นไม้ ก่อนนำไปแปรรูปในโรงงานชีวภาพที่ใช้พลังไอน้ำ
ปัจจุบันชุมชนกาวีโอตัสผลิตสารเคมีจากยางสน เช่น เทอร์เพนไทน์ ซึ่งใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อและผลิตน้ำหอม และโคโลโฟนี ซึ่งใช้ในการทำสี เคลือบเงา และเครื่องสำอางบางชนิด
ชาวบ้านยังใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากน้ำมันสนแคริบเบียนที่ปลูกในกาวีโอตัส ผสมกับน้ำมันปาล์ม เพื่อขับเคลื่อนรถแทรกเตอร์และรถจักรยานยนต์ที่วิ่งผ่านผืนป่าซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นแห่งนี้ และยังส่งออกเชื้อเพลิงดังกล่าวไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ
งานวิจัยชี้ว่า น้ำมันสนและเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดอื่น ๆ เป็นทางเลือกที่สะอาดกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมทั่วไป แม้ว่ายังคงก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซอยู่ก็ตาม
“การสร้างโลกขึ้นใหม่”

ที่มาของภาพ, Gaviotas
“เราได้ไปเยี่ยมชมชุมชนมามากมายในหลายพื้นที่ แต่ไม่เคยพบตัวอย่างใดที่ยอดเยี่ยมเทียบเท่ากาวีโอตัส” กอนซาโล แบร์นาล เลอองโกเมซ กล่าว
แบร์นาล เลอองโกเมซ เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารของชุมชนกาวีโอตัสในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เขาเล่าว่า หลังจากฝันอยากสร้างชุมชนที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมานานหลายปี เขาได้ชมรายงานทางโทรทัศน์เกี่ยวกับกาวีโอตัส และตัดสินใจทันทีที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมกับภรรยา เซซิเลีย ปาโรดี และบุตรสาวในปี 1978 โดยพวกเขาอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้นานกว่าสิบปี
“มันมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา มีพลังมาก ผมจำได้ว่ามีโครงการที่น่าสนใจกว่า 150 โครงการในกาวีโอตัส ซึ่งถูกเสนอโดยนักศึกษา วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้” แบร์นาล เลอองโกเมซ กล่าว “แต่แน่นอนว่าโครงการส่วนใหญ่ อย่างที่เราชอบพูดกัน คือแรงบันดาลใจเพียง 1% และหยาดเหงื่ออีก 99% คุณต้องลงแรง ต้องล้มเหลวแล้วลองใหม่ ต้องลงมือทำจริง”
ลูการีกล่าวว่า ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้มีครอบครัวอาศัยอยู่ราว 50 ครอบครัว และมีผู้อยู่อาศัย 4 คนที่กำลังรับเงินบำนาญ จากการทำงานอย่างหนักเพื่อชุมชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เราจะสร้างชุมชนแบบกาวีโอตัสขึ้นมาอีกได้หรือไม่
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน สถาปนิก และวิศวกรหลายร้อยคนได้แวะเวียนเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้ โดยแต่ละคนได้ทิ้งร่องรอยและผลงานของพวกเขาไว้ ขณะเดียวกัน ผู้คนจากทั่วละตินอเมริกาและจากประเทศอื่น ๆ ก็ได้เดินทางมาเยือนกาวีโอตัส เพื่อเรียนรู้วิธีนำสิ่งประดิษฐ์ของที่นี่ไปต่อยอดและทำซ้ำ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ธนาคารโลกได้จัดสรรงบประมาณให้รัฐบาลโคลอมเบีย เพื่อเริ่มต้นสร้างชุมชนรูปแบบกาวีโอตัสขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกลของโลส ลลาโนส ภายใต้ชื่อ “ทรอปิคาเลีย” แต่โครงการต้องยุติลงเนื่องจากงบประมาณหมดลง
ในช่วงหลายปีต่อมา มีความพยายามสร้างหมู่บ้านในรูปแบบของกาวีโอตัสขึ้นมาอีก ทว่าก็ต้องสะดุดจากปัญหาด้านการขนส่ง หรือไม่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามขั้นแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริงได้เลย
“การจะทำซ้ำสิ่งเหล่านี้ได้ คุณต้องมีแนวทาง ไม่ใช่แค่รายชื่อหลักการ แต่ต้องรู้ว่าจะลงมือทำงานในพื้นที่จริงอย่างไร” พลินี ฟิสก์ ที่ 3 ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ระบบอาคารศักยภาพสูงสุด (Center for Maximum Potential Building Systems) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ กล่าว
เขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับโครงการกาวีโอตัสโดยตรง แต่ศึกษาเกี่ยวกับหมู่บ้านเชิงนิเวศและชุมชนยั่งยืนทั่วโลกในฐานะงานวิจัยของศูนย์
“ผมสงสัยมาโดยตลอดว่า เราจะสร้างชุมชนแบบกาวีโอตัสขึ้นมาอีกได้อย่างไร มันต้องมีเทคนิค” ฟิสก์กล่าว
ฟิสก์ระบุว่า เขาเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างกาวีโอตัสกับชุมชนยั่งยืนอื่น ๆ เช่น อูโรวีลล์ หรือ “นครแห่งรุ่งอรุณ” ในอินเดีย และเมืองกูรีตีบาในบราซิล
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าหากจะทำให้กาวีโอตัสสามารถทำซ้ำได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานของสิ่งประดิษฐ์ และอธิบายแนวทางกับนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจทำให้แนวคิดเหล่านั้นสูญเสียความยืดหยุ่น และความสามารถในการตอบสนองต่อเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละพื้นที่

ที่มาของภาพ, Gaviotas
สมาชิกชุมชนระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชุมชนจนถึงตอนนี้ สิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก
ปัจจุบันกาวีโอตัสไม่มีโรงเรียนของชุมชนเองแล้ว เด็ก ๆ ในชุมชนต้องไปเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านใกล้เคียง ลูการีบอกว่าในพื้นที่ของกาวีโอตัส เด็ก ๆ เรียนรู้ผ่านกลไกในลักษณะ “พาลูกไปทำงานด้วย” และผู้ประสานงานกลุ่ม 6 คน ซึ่งทำงานด้านป่าไม้ เกษตรกรรม พลังงานหมุนเวียน และเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็มีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ให้เด็ก ๆ อย่างไม่เป็นทางการด้วย
โรงพยาบาลของกาวีโอตัสต้องปิดตัวลงชั่วคราวหลังเปิดดำเนินการได้ไม่นาน เนื่องจากประสบปัญหาในการหาบุคลากรให้เพียงพอตามมาตรฐานของรัฐ
ลูการีกล่าวว่า ปัจจุบันพนักงานประมาณครึ่งหนึ่งของโรงงานมาจากหมู่บ้านชนพื้นเมืองในละแวกใกล้เคียง โดยพวกเขาเดินทางเข้ามาทำงานในโครงการเก็บยางสนและปลูกต้นไม้ตลอดสัปดาห์ ก่อนจะกลับไปหาครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์
กูตีเอร์เรซระลึกถึงช่วงวัยเด็กในชุมชนด้วยความผูกพัน เธอออกจากชุมชนกาวีโอตัสเมื่ออายุได้ 9 ปี และย้ายไปอยู่กับญาติในเมืองวิยาบีเซนซิโอ เมืองที่อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ราว 8 ชั่วโมง เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น
พ่อแม่ของเธอต้องการให้เธอได้รับการศึกษาที่เปิดกว้างสู่โลกภายนอกมากขึ้น โดยหวังว่าเมื่อมีประสบการณ์นอกกาวีโอตัสแล้ว เธอจะยิ่งเห็นคุณค่าความใกล้ชิดของชุมชนแห่งนี้มากขึ้น
พ่อของเธอยังเคยออกจากกาวีโอตัสเป็นเวลาช่วงหนึ่งเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านบรรพบุรุษในอีกพื้นที่หนึ่งของโลส ลลาโนส หลังจากบิดาของเขาถูกลักพาตัวจากฟาร์มของตัวเองและถูกสังหาร
ต่อมาเขาได้กลับมาอาศัยอยู่ที่กาวีโอตัสอีกครั้ง ซึ่งเป็นที่ที่แม่ของนาตาเลียยังคงอาศัยอยู่เช่นกัน โดยนับตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ในชุมชนแห่งนี้ครั้งแรกก็ล่วงเข้ามาเป็นเวลา 45 ปีแล้ว
กูตีเอร์เรซ กล่าวว่า แม้ในวันนี้หัวใจของเธอก็ยังคงผูกพันอยู่กับกาวีโอตัส เธอกำลังศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) โดยมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน ที่ประเทศแคนาดา และหวังว่าชีวิตในอนาคตจะสามารถแบ่งเวลาอยู่ระหว่างแคนาดาและโคลอมเบียได้
“เช่นเดียวกับทุกชุมชน ไม่มีสิ่งที่หยุดนิ่ง ชุมชนย่อมเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามกาลเวลา” เชลลีกล่าว
“สิ่งนี้เป็นจริงสำหรับทุกชุมชน แต่อาจเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในชุมชนที่ตั้งใจสร้างขึ้น เพราะพวกเขาพยายามเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับคุณค่า ไม่ใช่เพียงถูกกำหนดด้วยแรงของตลาด”
กูตีเอร์เรซกล่าวว่า มรดกของกาวีโอตัสยังคงดำรงอยู่นอกเหนือจากตัวหมู่บ้านจริง ๆ “บางคนจากไป บางคนยังอยู่” เธอกล่าวถึงเพื่อนในวัยเด็ก “แต่ฉันคิดว่าคุณค่าของกาวีโอตัสจะยังคงอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน”
“สถานที่แบบนี้ไม่ควรจะหายไป” เทเรซา บาเลนเซีย แม่ของกูตีเอร์เรซ กล่าว
ปัจจุบันลูการีมีอายุ 81 ปี เขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่กาวีโอตัสเต็มเวลาอีกต่อไป แต่พำนักอยู่ในกรุงโบโกตา เมืองหลวงของโคลอมเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของมูลนิธิกาวีโอตัส
เขาเดินทางด้วยรถยนต์ที่ปล่อยไอเสียจากเชื้อเพลิงที่ผลิตจากยางสน ลูการีกล่าวว่า แผนการสืบทอดตำแหน่งผู้นำและโฆษกของกาวีโอตัสหลังจากเขาจากไปนั้น ได้ถูกวางไว้อย่างมั่นคงแล้ว แต่เขาปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม
เขากล่าวว่า ข้อความบนหลุมศพของเขาน่าจะเป็นประมาณว่า
“ขออภัยที่ผมไม่สามารถลุกขึ้นมาต้อนรับคุณได้ แต่ผมยังคงอยู่ที่นี่ และยังคงฝันถึงการมอบชีวิตอันยั่งยืนให้กับกาวีโอตัส”
เรื่องนี้ได้รับการปรับปรุงเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2026 เพื่อระบุวันที่ตีพิมพ์หนังสือ Gaviotas ของอลัน ไวส์แมน ให้ถูกต้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c2e2knd7z4eo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw079RrgHbR4chBJmGWD8wpr





