
“ประเทศไทย” กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดฉากจัดทำ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14” (พ.ศ. 2571-2575) โดยมุ่งหวังให้เป็นแผนปฏิบัติการจริงที่ทรงพลัง เพื่อพาประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และขับเคลื่อนอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เกิน 3% อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ติดอันดับ Top 20 ของโลก ภายในปี 2572
ย้อนกลับไปมองบทเรียนจากแผนพัฒนา ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤตระดับโลก ทั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อสูง และภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญหลายตัวหลุดเป้าหมายอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างเช่น รายได้ประชาชาติต่อหัวปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 8,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราการเติบโตของผลิตภาพ ขยายตัวเพียง 1.2% เท่านั้น ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามการจัดอันดับของ IMD แม้จะปรับดีขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 แต่ยังไม่เคยทะยานผ่านอันดับ 25 ได้เลย
สถานการณ์ปัจจุบันยิ่งตอกย้ำถึงสัญญาณวิกฤต 4 ด้าน ที่รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตสูงถึง 7% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง จนปัจจุบันหล่นลงมาเหลือไม่ถึง 3% ต่อปี, วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ, วิกฤตโครงสร้างทางสังคมที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปีสูงถึง 20% ของประชากรทั้งประเทศ สุดท้ายคือวิกฤตความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ที่สะท้อนผ่านตัวเลขว่ากลุ่มคนรวยที่สุด 20% ครองส่วนแบ่งรายได้ถึง 50% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มคนยากจนสุด 20% มีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 5% ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจาก “เครื่องจักรเก่าและแรงงานแก่” ที่ขาดการลงทุนมายาวนาน รวมถึงปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ
เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สภาพัฒน์ จึงชูโมเดลขับเคลื่อนสำคัญ 5 เสาหลัก ภายใต้ชื่อ TRUST Model ประกอบด้วย T-Transform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและระบบนิเวศธุรกิจ, R-Reform ปฏิรูปภาครัฐให้กะทัดรัด โปร่งใส ไร้ทุจริตเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ OECD, U-Upgrade ยกระดับทุนมนุษย์และทักษะแรงงานให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่, S-In Sustain สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษ, และ T-Technology เร่งรัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยเชิงพาณิชย์
ในมิติของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาคและภาคธุรกิจ รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดลำดับความสำคัญ โดยเลือกทำโครงการที่มีผลกระทบสูงและเป็นตัวเปลี่ยนเกม แทนการกระจายงบประมาณไปทำโครงการย่อย ๆ นับร้อยโครงการ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีแรงงานเกือบ 30% ของประเทศแต่สร้างรายได้เพียง 8-9% ของ GDP ผ่านการผลักดันไปสู่เกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตสูงในตลาดโลก
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านการปรับกฎระเบียบจากสภาพแวดล้อม “เกิดยาก ตายง่าย” ให้กลายเป็น “เกิดง่าย ตายยาก” เพื่อสนับสนุนให้เติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางและก้าวขึ้นเป็น Regional Champion ในอนาคต อีกทั้งไทยยังได้รับโอกาสสำคัญจากการเตรียมลงนามข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ช่วงปลายปีนี้ จะช่วยเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศที่มีประชากร 60 กว่าล้านคน ให้ขยายไปสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 650 ล้านคน เริ่มมีผลบังคับใช้เดือนมกราคม 2570 ซึ่งจะเป็นประตูบานใหญ่ในการเพิ่มมูลค่าทางการค้าและการลงทุน
การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงไม่ใช่เพียงแค่เอกสารวิชาการบนหอคอยงาช้าง แต่เป็นพันธกิจร่วมกันของคนไทยทุกคนในการเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความเชื่อมั่น และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความจริง หากประเทศไทยสามารถทลายอุปสรรคเรื่องความซ้ำซ้อนของการทำงานภาครัฐ นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเพิ่มผลิตภาพ พร้อมทั้งกระจายรายได้อย่างทั่วถึง..!!
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/869015&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nk-I3Vul4RafpTQqUrbff

