
“อนุทิน” ย้ำการพบกับ “ฮุน มาเนต” ไม่มีการพูดเรื่องปักปันเขตแดนและการเปิดด่าน ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามแถลงการณ์หยุดยิง เผยการหารือกับชาติผู้นำอาเซียน ผลักดันศักยภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคง กองทัพยันสถานการณ์ชายแดนยังปกติ
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ถึงการพบปะกับนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาว่า นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ประชุมอาเซียน จึงจัดให้มีการพบปะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ในรายละเอียดการพูดคุยเชื่อว่าประชาชนรับทราบแล้วจากการแถลงของตน ยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามการลงนาม Joint Statement (แถลงการณ์ร่วมหยุดยิง) เมื่อปี 2568 และที่หารือกันไม่ได้มีการพูดคุยถึงการปักปันเขตแดนและการเปิดด่านพรมแดน และให้ยึดถือตามกรอบ JBC และ GBC ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมต่อไป
เขาบอกว่า นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส รับทราบว่าเรายังพูดคุยกันได้ในการรักษาบรรยากาศที่ดีของการประชุมที่ผ่านมา นอกจากนี้การเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ตนยังพบกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งยังให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และนัดหมายกันว่าโอกาสต่อไปที่ท่านจะมาเยือนประเทศไทย ตนได้เรียนเชิญให้มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะหารือร่วมกันถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของไทย
ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทินกับนายมาร์โคส จูเนียร์ ว่า นายกรัฐมนตรีขอขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน
นายกรัฐมนตรียังได้ชื่นชมบทบาทของฟิลิปปินส์ในการริเริ่มจัดการประชุมสามฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญ โดยฝ่ายฟิลิปปินส์มีบทบาทอย่างยิ่งในการส่งเสริมบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งผลการหารือครั้งนี้ถือเป็นที่น่าพอใจ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ในภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายต่างยินดีที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังหารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค
ในห้วงการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับผู้นำอีก 4 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนของไทย
โดยในการหารือกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการบิน และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม
สำหรับการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนภายใต้แนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นพ้องว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้จุดแข็งร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
ขณะที่การหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นไปอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน ทั้งถนนเชื่อมด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการค้า การเดินทาง และเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงหารือความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านแนวทางสันติวิธี ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
“ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวกรณีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงชาวบ้านตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเข้าไปหาอึ่งในพื้นที่ดงป่า ได้พบกลุ่มทหารกัมพูชาประมาณ 10 นาย พร้อมอาวุธครบมืออยู่ในเขตแดนฝั่งไทย สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านว่า กองทัพภาคที่ 2 ตรวจสอบแล้ว พบว่าเหตุการณ์เกิดจากความเข้าใจผิด เหตุการณ์ดังใกล้พื้นที่หลังเขื่อนสาโท 3 ใต้ จ.บุรีรัมย์ โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธของเขมรนั้น แท้จริงเป็นกลุ่มคนไทย (อีกกลุ่ม) ที่เข้าไปหาของป่าเช่นเดียวกัน แต่พูดภาษาเขมร
ทั้งนี้ ในพื้นที่ชายแดนมีการพูดภาษาเขมรสื่อสารกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สื่อสารกันทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร กลุ่มผู้พบเห็นเกิดความตกใจและเข้าใจว่าเป็นคนกัมพูชารุกล้ำเข้ามา อย่างไรก็ตาม ไม่พบข้อเท็จจริงเรื่องการยิงปืนไล่ตามที่มีการเผยแพร่ จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/993634/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c_05NwYG1Pu0lH8FBGdo8

