เชียงใหม่เผชิญความท้าทายหนัก หลังปัญหาฝุ่นควันและไฟป่ายังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การเป็น “เมืองสุขภาพ” และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติที่พำนักระยะยาวหรือวางแผนใช้ชีวิตหลังเกษียณ

แม้จังหวัดจะมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ระบบสาธารณสุข และวิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาวะ แต่ปัญหามลพิษทางอากาศกลับสวนทางกับแนวคิด “เมืองสุขภาพ” อย่างชัดเจน
สีหเดช เจียเจษฎารองประธานสมาพันธ์มัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย(ภาคเหนือ) ระบุว่า แนวคิดการพัฒนาเชียงใหม่สู่เมืองสุขภาพมีศักยภาพสูง และสามารถต่อยอดผ่านแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น น้ำพุร้อนสันกำแพง ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่รอบข้าง สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างไรก็ตาม ปัญหาไฟป่าและหมอกควันยังคงเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ถ้ายังแก้ปัญหานี้ไม่ได้อย่างยั่งยืน การผลักดันเมืองสุขภาพจะเดินหน้าได้ยาก และภาพลักษณ์ก็จะถูกตั้งคำถาม”
สีหเดช ยังระบุอีกว่า ผลกระทบชัดเจนที่สุดอยู่ที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะยาว และผู้ที่วางแผนใช้ชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ

“ถ้ายังมีปัญหาฝุ่นแบบนี้ คนกลุ่มนี้จะไม่เลือกเชียงใหม่”
นอกจากนี้ ยังเสนอว่าการแก้ปัญหาต้องทำควบคู่กันทั้งการควบคุมไฟป่าและการสร้างอาชีพให้ชุมชน โดยเฉพาะคนที่อยู่กับป่า ให้เปลี่ยนบทบาทจากผู้เผาป่าเป็นผู้ดูแลป่า เช่น การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ (trekking) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังติดปัญหาเรื่องหน่วยงานเจ้าภาพและงบประมาณ
ด้าน วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ ยอมรับว่า ช่วงต้นปีที่เกิดปัญหาฝุ่นควันส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของเชียงใหม่ในช่วงที่เหลือของปี

“ช่วงอากาศดี เชียงใหม่ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเสน่ห์สูง เราจึงเน้นโปรโมทช่วงไฮซีซั่น ขณะที่ช่วงฝุ่นควัน ผู้ประกอบการอาจใช้เป็นช่วงพักและปรับปรุงคุณภาพบริการ”

พร้อมระบุว่า การท่องเที่ยวสามารถปรับตัวได้ โดยหันไปนำเสนอจุดขายอื่น เช่น วัฒนธรรม ประเพณี ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการที่มีการดูแลคุณภาพอากาศภายใน
ขณะที่ภาครัฐเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดย อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการอย่างเต็มที่ตามบริบทพื้นที่

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกิดจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน”
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ “ป่าเปียก” ตามศาสตร์พระราชา ซึ่งเน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าเพื่อลดความเสี่ยงไฟป่า โดยพื้นที่รอบวัดพระธาตุดอยสะเก็ดดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี และยังไม่พบการเกิดไฟป่า ถือเป็นต้นแบบที่มีแนวโน้มขยายผลได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนยังคงมีความเห็นตรงกันว่า “หัวใจสำคัญ” ไม่ใช่เพียงการทำตลาดหรือประชาสัมพันธ์ แต่คือการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น และทำให้เชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นเมืองสุขภาพได้อย่างแท้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-dust-chiang-mai&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ldOLH2BXjnMmnvgkVZHF4

