• Wed. Mar 18th, 2026

สรุปสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟส์) จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สรุปสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในเอเชียใต้-(อินเดีย-ศรีลังกา-มัลดีฟส์)-จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางสรุปสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟส์) จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

1. ภาพรวมสถานการณ์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มประเทศในเอเชียใต้ (South Asia) ซึ่งมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

โดยเฉพาะ อินเดีย ศรีลังกา และ มัลดีฟส์ ต่างเผชิญแรงกดดันด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ อินเดียเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนแก๊สหุงต้ม (LPG) จนต้องควบคุมโควตาในภาคบริการ ศรีลังกาประกาศลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ขณะที่มัลดีฟส์เผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างฉับพลันจากการปิดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง

2. สถานการณ์ในอินเดีย: มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สามได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความมั่นคงทางพลังงานของอินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มแก๊สหุงต้ม (LPG) ซึ่งอินเดียต้องนำเข้ากว่าร้อยละ 50 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก นำไปสู่การขาดแคลนในภาคบริการและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินอย่างเข้มงวดเพื่อประคับประคองสถานการณ์และป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน

2.1 มาตรการรับมือของรัฐบาลอินเดีย (Government Response)

รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้ประกาศใช้มาตรการเร่งด่วนหลายประการเพื่อจัดการกับวิกฤตพลังงาน ดังนี้:

การประกาศใช้คำสั่งควบคุมแก๊ส LPG (LPG Control Order 2026)

             – การเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ: รัฐบาลสั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งในประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตLPG ให้ถึงระดับสูงสุด โดยให้นำไฮโดรคาร์บอนกลุ่ม C3 และ C4 ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการผลิตแก๊สหุงต้มแทนการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอื่นๆ

           – การจัดสรรโควตาภาคบริการ: มีการกำหนดโควตาการจ่ายแก๊ส LPG สำหรับภาคพาณิชย์ (Commercial LPG) ไว้ที่ร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้เฉลี่ยต่อเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าสถานประกอบการที่จำเป็นจะยังมีแก๊สใช้เพียงพอ 

           – การปราบปรามการกักตุน: รัฐบาลสั่งการให้แต่ละรัฐเข้มงวดกับการตรวจสอบตลาดมืดและการกักตุนสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต 

          ยุทธศาสตร์ด้านน้ำมันดิบและพลังงานสำรอง

            – การปฏิเสธการปล่อยน้ำมันสำรอง (Strategic Petroleum Reserves – SPR): แม้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) จะเสนอให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองทั่วโลกเพื่อลดแรงกดดันด้านราคา แต่อินเดียยืนกรานที่จะไม่เข้าร่วมในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าปริมาณสำรองเชิงพาณิชย์ยังเพียงพอและต้องการเก็บน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินสูงสุดเท่านั้น

            – การกระจายแหล่งนำเข้า: อินเดียเร่งเจรจานำเข้า LPG และ LNG จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการทำข้อตกลงนำเข้า LPG ปริมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี (MTPA) ไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบได้ประมาณร้อยละ 10 ของการนำเข้าทั้งหมด

• การปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน (Business & Household Adaptation)

            วิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอินเดียอย่างขนานใหญ่:

            – ภาคการบริการและโรงแรม (Hospitality Sector): ร้านอาหารในเมืองใหญ่อย่างมุมไบและเดลีต้องลดรายการอาหารที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวนานหรือใช้ความร้อนสูง และหันมานำเสนอเมนูที่ปรุงสุกได้รวดเร็ว ธุรกิจจำนวนมากหันมาติดตั้งเตาแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction Stoves) และอุปกรณ์ทำอาหารไฟฟ้าทดแทนการใช้แก๊ส แม้จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นก็ตาม ร้านอาหารประมาณร้อยละ 20 ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ต้องปิดให้บริการบางส่วนหรือลดเวลาทำการเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง 

            – ภาคครัวเรือน: รัฐบาลรณรงค์ให้ผู้ที่อาศัยในเขตเมืองที่มีระบบแก๊สตามท่อ เปลี่ยนจากการใช้ถังแก๊ส LPG มาใช้ PNG แทน เพื่อลดภาระการขนส่งและกระจายถังแก๊สไปยังพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีการควบคุมระบบการสั่งจองแก๊สหุงต้มเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนกักตุนถังแก๊สเกินความจำเป็น

3. สถานการณ์ในศรีลังกา: มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด

ศรีลังกาซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ต้องเผชิญกับบททดสอบอีกครั้งจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ:

การประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติม: รัฐบาลศรีลังกาประกาศให้ทุกวันพุธ” เป็นวันหยุดราชการชั่วคราว เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางและประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงาน ส่งผลให้สัปดาห์การทำงานเหลือเพียง 4 วัน (จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์) 

การปันส่วนเชื้อเพลิง (Fuel Rationing): มีการนำระบบโควตาการเติมน้ำมันกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อรักษาปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่ลดน้อยลง

มาตรการช่วยเหลือภาคส่งออก: สภาหอการค้าซีลอน (Ceylon Chamber) เสนอให้บริษัทเดินเรือท้องถิ่นสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างอิสระเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกไม่ให้หยุดชะงัก

4. สถานการณ์ในมัลดีฟส์: ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและรายได้รัฐ

มัลดีฟส์ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากการหยุดชะงักของการคมนาคมทางอากาศ:

จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง: ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามัลดีฟส์ ลดลงถึงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 52,000 เที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเครื่อง (Transit Hub) สำคัญ 

รายได้รัฐบาลลดลง: คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลมัลดีฟส์อาจสูญเสียรายได้ระหว่าง 80 – 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากภาษีการท่องเที่ยวและค่าธรรมเนียมต่างๆ 

ความมั่นคงทางพลังงาน: แม้มัลดีฟส์จะพยายามสำรองเชื้อเพลิง แต่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลกและค่าขนส่งที่สูงขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ

5. สรุปมาตรการรับมือในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ (เปรียบเทียบ)

ประเทศ

ปัญหาหลัก

มาตรการรับมือสำคัญ

อินเดีย

ขาดแคลน LPG / ราคาน้ำมันพุ่ง

ประกาศคำสั่งควบคุม LPG (โควตาร้อยละ 20 สำหรับภาคธุรกิจ) เพิ่มการผลิตในประเทศ รณรงค์ใช้แก๊สตามท่อ (PNG)

ศรีลังกา

ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงอย่างรวดเร็ว

ลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ (หยุดทุกวันพุธ) นำระบบปันส่วนเชื้อเพลิงกลับมาใช้

มัลดีฟส์

นักท่องเที่ยวลดลง / ต้นทุนนำเข้าสูง

ประเมินงบประมาณรายได้ใหม่ เตรียมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากตลาดอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า

6. นัยสำคัญและข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย

สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียใต้ส่งผลกระทบต่อไทยในฐานะคู่ค้าและจุดหมายปลายทางทางเศรษฐกิจ:

1. การท่องเที่ยว: ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากมัลดีฟส์หรือตะวันออกกลางมายังไทยแทน แต่ต้องระวังเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินที่อาจสูงขึ้นจากค่าน้ำมัน 

2. การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค: วิกฤตในศรีลังกาและอินเดียอาจทำให้ความต้องการสินค้าพื้นฐานและอาหารสำเร็จรูปจากไทยเพิ่มขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความสามารถในการชำระเงิน (Credit Risk) โดยเฉพาะในศรีลังกา 

3. โอกาสของสินค้าไทย: อุปกรณ์ทำอาหารไฟฟ้า (เตาแม่เหล็กไฟฟ้า, หม้อทอดไร้น้ำมัน) อาจมีความต้องการสูงขึ้นในตลาดอินเดีย รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน (Ready-to-Eat) ที่ไม่ต้องใช้การปรุงซับซ้อน 

4. การบริหารจัดการพลังงาน: มาตรการ “ลดวันทำงาน” ของศรีลังกาและ “การจัดสรรโควตา” ของอินเดีย เป็นกรณีศึกษาที่ไทยควรเตรียมพร้อมหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางขยายตัวจนกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานในอ่าวไทยหรือทะเลจีนใต้ 

7. แหล่งข้อมูลอ้างอิง 

• Reuters. India energy measures and Middle East tensions (13–17 March 2026).

• The Hindu. PM Modi addresses LPG supply and hoarding concerns (14 March 2026).

• Bloomberg; Times of India. India’s strategic petroleum reserves policy update (9 March 2026).

• Press Information Bureau (India). LPG Control Order 2026.

• BBC; The New York Times. Impact on hospitality sector in Mumbai and Delhi (12–16 March 2026).

• BBC; The Guardian. Sri Lanka introduces four-day workweek to save fuel (17 March 2026).

• France 24. Fuel rationing measures in Sri Lanka (16 March 2026).

• Corporate Maldives. Tourism decline statistics (March 2026).

• CNN. Flight cancellations in the Middle East and global travel disruption (14 March 2026).

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rv4bu9psepa10bodifn8cm27&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GlFiQUyYkMklJSMxs64F7

You missed