เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน) อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำหลักสูตรความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ เรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัยมิชิแกน
ข่าวดีประเทศไทย พลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาส ไทยเข้มแข็ง
ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลาง ไปจนถึงความไม่แน่นอนด้านระบบพลังงาน ระบบเศรษฐกิจ และระบบไซเบอร์ แต่ในทุกวิกฤต มักมีประเทศที่สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
ตัวอย่างเช่น วิกฤตน้ำมันจากตะวันออกกลางทำให้รัสเซียกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจทันที เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มวันละประมาณ 5,000–5,500 ล้านบาท และในช่วงเริ่มต้นของวิกฤต รัสเซียทำรายได้จากพลังงานไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท
นอกจากนั้นยังมีประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ได้รับผลประโยชน์ในช่องแคบมะละกาโดยทางอ้อม จากวิกฤตตะวันออกกลางอีกด้วย
ประเทศไทยจึงไม่ควรมองวิกฤตโลกเพียงในมิติของความเสี่ยง ด้วยความกลัวและตื่นตระหนก แต่ควรมองในมิติของโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
ผมขอเสนอแนวทางสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
- ใช้โอกาสราคาพลังงานโลกเพื่อเร่งลงทุนพลังงานใหม่ของไทย
วิกฤตพลังงานโลกทำให้หลายประเทศเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน (Energy Hub) ของภูมิภาค ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาด เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ใช้ความไม่แน่นอนของโลกดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
เมื่อโลกเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจำนวนมากมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพ และมีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย
ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งนี้ดึงดูดการลงทุนใหม่ ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย (Stable and Safe Economic Hub) ของภูมิภาค
รัฐบาลอาจใช้โอกาสวิกฤตโลกนี้ ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ (Southern Land Bridge Project) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของประเทศไทย และประเทศมหาอำนาจ เพื่อประกันความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจโลกในเอเชีย
หากเกิดวิกฤตช่องแคบไต้หวันขึ้นมาอีก ก็จะช่วยให้ระบบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Industry) หรืออุตสาหกรรมการผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า 60% ของโลก มีความปลอดภัยมากขึ้น
- ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงการท่องเที่ยวของเอเชีย
ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลางลุกลามไต่ระดับสูงขึ้น ประเทศที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ว่า “ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ” จะได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน
ประเทศไทยจึงควรเร่งยกระดับระบบท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe Tourism Destination) อย่างจริงจัง โดยลงทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 300%
ครอบคลุมสนามบิน โรงแรม สถานบันเทิง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และระบบขนส่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยของโลก (World Safe Tourism Destination)
ใช้กองกำลังผสมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายที่มีความเสี่ยง (Soft Target)
แนวทางสำคัญที่ต้องทำทันที คือการใช้ “การข่าวนำการป้องกัน” (Intelligence-led Security) ผ่านความร่วมมือข่าวกรองระหว่างประเทศ และการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทาง เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
ควบคู่กับการพัฒนาระบบกล้องอัจฉริยะ การฝึกอบรมบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ
หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ใช้แนวทางนี้เพื่อสร้างผลยับยั้งต่อผู้ก่อเหตุ และลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง
ในขณะเดียวกัน ความมั่นคงการท่องเที่ยวไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ หน่วยข่าวกรอง ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว การปกครองท้องถิ่น และภาคประชาชน
ซึ่งถือเป็น “ด่านเฝ้าระวังชั้นแรกของสังคม (First Line of Awareness)” เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง และสามารถสังเกตพฤติกรรมผิดปกติได้ก่อนเกิดเหตุ
หลายประเทศใช้แนวคิด Community-based Security หรือความมั่นคงแบบมีส่วนร่วมของสังคม เช่น โมเดล Total Defence ของสิงคโปร์ และระบบการเฝ้าระวังหลายชั้นของอิสราเอล
สำหรับประเทศไทย แนวคิด “ประชาชนเป็นหูเป็นตาของรัฐ” ควรถูกยกระดับไปสู่การสร้างความตระหนักของภาคประชาชน (Public Awareness) การฝึกอบรมผู้ประกอบการ และเครือข่ายแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว
ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะด้านความปลอดภัย และการสื่อสารกับสังคมอย่างถูกต้อง เพื่อให้การมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ถูกมองเป็นภัยความมั่นคง
แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ได้รับการคุ้มครองด้วยระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง
เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวในโลก และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีเสถียรภาพของเอเชีย
- เสริมบทบาททางการทูตของไทยในเวทีโลก
ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการทูตแบบสมดุล และมีความสัมพันธ์กับหลายภูมิภาค
รัฐบาลสามารถใช้โอกาสนี้เสนอประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งการเจรจาและไกล่เกลี่ย (Dialogue หรือ Mediation) เพื่อเสริมบทบาทในเวทีภูมิภาค และยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก
ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์
วิกฤตของโลกไม่ใช่เพียงความเสี่ยง แต่คือช่วงเวลาที่ประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้
ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยกระดับความปลอดภัยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และใช้พลังทางวัฒนธรรมเป็น Soft Power
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลก
ในช่วงที่วิกฤตตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเส้นทางพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงที่อาจลามไปถึงช่องแคบมะละกา และช่องแคบไต้หวัน
ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เปิดพื้นที่รองรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลก เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียง “รอดพ้นจากวิกฤต” แต่สามารถ “เติบโตจากวิกฤต” และยกระดับศักยภาพของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5689872/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dhvqarulw-c3Z60EQJtjw

