เชียงของเปิดเทศกาลว่าวริมโขงครั้งแรก ดึงเวยฟางร่วมยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ริมแม่น้ำโขง
เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ลมปลายฤดูหนาวพัดข้ามสายน้ำโขงในอำเภอเชียงของ กลายเป็นฉากหลังของภาพที่ชวนให้หยุดมอง ว่าวหลากรูปทรงลอยเหนือสวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง ในวันที่ผู้คนหลายวัยมารวมตัวกันเพื่อเปิด “เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1” กิจกรรมใหม่ที่จังหวัดเชียงรายหวังใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ และวางหมุดหมายให้เชียงของเป็นอีกพื้นที่ที่เล่าเรื่องชายแดนด้วยภาษาที่อ่อนโยนกว่าเดิม ภาษาที่ชื่อว่า “ว่าว”
ว่าวบนลานผ้าทอ จุดเริ่มต้นของเทศกาลใหม่ริมโขง
พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ รายละเอียดการจัดงานในรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่าเทศกาลครั้งแรกนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รื้อฟื้นการเล่นว่าวของชุมชน และทำให้กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยอยู่ในความทรงจำกลับมามีบทบาทในมิติการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม
ความคึกคักของพื้นที่ไม่ใช่เพียงการชมว่าวขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวาง “ฉากใหม่” ให้เชียงของในสายตาคนนอก เมืองชายแดนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผ่านภาพการเดินทางและการค้าข้ามแดน กำลังทดลองเล่าเรื่องตัวเองผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรต่อครอบครัว ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่าอยากเห็นเทศกาลนี้เติบโตเป็นงานประจำปี และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เวยฟางเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เติมมิติไทยจีนบนท้องฟ้าเดียวกัน
จุดเด่นสำคัญของเทศกาลครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของคณะจากเมืองเวยฟาง มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งสื่อไทยรายงานว่าถูกเชิญมาเพื่อร่วมสาธิต ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการทำว่าวกับผู้สนใจในพื้นที่ การนำ “ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองว่าว” มาปักหมุดร่วมกิจกรรมในเชียงของ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมเป็นการทูตระดับประชาชน สร้างวงสนทนาที่ไม่เริ่มต้นด้วยถ้อยคำการเมืองหรือความมั่นคง แต่เริ่มจากงานฝีมือ สีสัน และทักษะช่าง
ในเชิงภาพรวม เมืองเวยฟางเป็นที่รู้จักในสื่อระหว่างประเทศในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมว่าวที่เติบโตจากงานหัตถกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่าวเอเชียระบุว่า เมืองนี้มีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างการจ้างงานราว 80,000 คน มียอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวยฟางไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแห่งเทศกาล” แต่เป็นตัวอย่างของเมืองที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นห่วงโซ่มูลค่าได้จริง
จากงานเทศกาลสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากเมืองเวยฟาง
แนวทางของเวยฟางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานสื่อจีนอีกประเด็นหนึ่งคือการยกระดับทักษะทำว่าวให้เป็นมรดกภูมิปัญญา โดยทักษะการทำว่าวของเวยฟางถูกบรรจุในบัญชีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ปี 2006 สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อพื้นที่อย่างเชียงของ เพราะสะท้อนว่าการทำให้ศิลปะพื้นบ้านยืนระยะ ไม่ได้พึ่งเพียงความนิยมชั่วคราว แต่ต้องมีทั้งระบบการถ่ายทอด การรับรองคุณค่า และการสร้างตลาดที่สมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ
อีกด้านหนึ่ง สื่อไทยบางสำนักรายงานถึงการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติของเวยฟางที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และมีการเชิญชวนให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่จีนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เมื่อยึดกรอบนี้กลับมามองเชียงของ เทศกาลว่าวริมโขงจึงไม่ใช่เพียงงานเปิดตัวครั้งแรก แต่เป็นการทดลอง “โมเดลความร่วมมือ” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นประตูหน้า และค่อยต่อยอดไปสู่ประตูบานอื่นในอนาคต
เชียงของกับโจทย์การทำเทศกาลให้เป็นของจริง ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราว
การประกาศสนับสนุนให้เทศกาลเป็นงานประจำปีเป็นเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ต้องจัดวางให้ลงตัว ข้อมูลจากสื่อพื้นที่สะท้อนว่า ผู้จัดงานมองการปรับช่วงเวลาจัดงานให้เหมาะกับฤดูลมเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ชมและผู้เล่นว่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
หากเทศกาลต้องเติบโตเป็นกิจกรรมประจำปี โจทย์ที่ตามมาคือการจัดการความต่อเนื่องของคอนเทนต์และกิจกรรม ปีแรกอาจตื่นตาเพราะความใหม่ แต่ปีถัดไปผู้คนจะถามหาสิ่งที่ “มากกว่าเดิม” เช่น เวิร์กช็อปที่เจาะลึกขึ้น การประกวดที่มีมาตรฐานชัด การเชื่อมกับสินค้าชุมชน หรือการจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน การเติบโตแบบนี้ต้องใช้ทั้งงบประมาณ การจัดการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง
ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของเทศกาลในเมืองชายแดนย่อมผูกกับการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน งานว่าวอาจเริ่มจากลานผ้าทอ แต่ผลกระทบจะขยายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานบริการ หากกลไกเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับไปพร้อมกัน งานเทศกาลก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงภาพสวยในวันเปิดงาน
ว่าวเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่สร้างความไว้ใจ
ความน่าสนใจของเทศกาลว่าวริมโขงอยู่ที่การเลือกใช้ “กิจกรรมที่ไม่ขัดแย้ง” เป็นพื้นที่กลางของผู้คน ว่าวไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว และไม่ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชมต้องมีต้นทุนความรู้มาก่อน นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในยุคที่ผู้คนต้องการประสบการณ์ร่วม และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพักใจ
ในมิติความสัมพันธ์ไทยจีน การที่เชียงของดึงเมืองเวยฟางเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่เพียงในระดับพิธีการ แต่ขยับไปสู่ระดับช่างฝีมือ ครูผู้สอน และเยาวชนที่เรียนรู้ร่วมกัน ผลลัพธ์ระยะสั้นคือความคึกคักของงาน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายคนทำงานวัฒนธรรมที่รู้จักกันจริง และอาจต่อยอดเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในอนาคต
ประชาชนทำอะไรได้ทันที เพื่อให้เทศกาลเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีมีอย่างน้อยสามด้าน
ด้านแรกคือการร่วมใช้พื้นที่อย่างรับผิดชอบ งานกลางแจ้งริมโขงต้องพึ่งพาความร่วมมือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพพื้นที่สาธารณะ
ด้านที่สองคือการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการในพื้นที่ หรือการบอกต่อข้อมูลการเดินทางอย่างสร้างสรรค์ การกระจายรายได้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนอยากเป็นเจ้าของเทศกาลร่วมกัน
ด้านที่สามคือการช่วยกันรักษา “เรื่องเล่า” ของงาน เทศกาลจะกลายเป็นประจำปีได้ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำร่วม ผู้คนจดจำว่าเคยมาที่นี่เพื่ออะไร และอยากกลับมาเพราะอะไร เรื่องเล่าเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผู้จัดงานและชุมชนต้องสร้างร่วมกัน
สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง
- เมืองเวยฟางมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างงานราว 80,000 ตำแหน่ง ยอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค
- เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 จัดที่สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ และเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mekong-kite-festival-chiang-khong-chiang-rai/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2szd3zcIq2eSQCsDAjd_5Y

