• Thu. Mar 12th, 2026

ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย-บททดสอบรัฐบาลใหม่ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่
ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเพียงข่าวสงครามที่เกิดขึ้นไกลตัว หากแต่กำลังส่งแรงกระแทกมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยกระดับสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และนำไปสู่การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกกว่า 20% ต้องขนส่งผ่าน เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงัก ตลาดพลังงานโลกจึงสั่นสะเทือนทันที ราคานํ้ามันดิบพุ่งทะลุ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเมื่อวันก่อน ก่อนย่อตัวลงชั่วคราว และมีแนวโน้มอาจไต่ระดับไปถึง 150-170 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ลุกลามหรือยืดเยื้อ

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นโดยตรง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะลุกลามไปสู่ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ GDP ไทยปี 2569 อาจเติบโตเพียง 1.3% จากที่เคยคาดไว้ราว 2% เท่านั้น

แรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์โลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสายการเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-14 วัน ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้น 50-140% สินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่าย จึงต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลาในขณะนี้

ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ก็เปิดหน้าต่างโอกาสบางประการ ประเทศในตะวันออกกลางกำลังเร่งสำรองอาหาร ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นกว่า 11% ขณะที่ราคายางพารามีแนวโน้มขาขึ้นตามราคานํ้ามัน ซึ่งทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์สูงขึ้น หากไทยบริหารจังหวะการค้าได้ดี ก็อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่สุดยังคงอยู่ที่ “การบริหารพลังงาน” ของประเทศ รัฐบาลเลือกใช้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเป็นกันชนสำคัญในการตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่ามาก ทำให้ต้องอุดหนุนลิตรละมากกว่า 10 บาท หรือใช้เงินเฉลี่ยวันละกว่า 700 ล้านบาท

มาตรการนี้ช่วยประคองค่าครองชีพระยะสั้นได้ แต่ก็เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” หากราคานํ้ามันโลกทะยานขึ้นเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้มาตรการที่หนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน หรือการปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นสู่ระดับ 33-35 บาทต่อลิตร

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า จะตรึงราคานํ้ามันได้นานเพียงใด แต่อยู่ที่รัฐบาลจะบริหารสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจ ภาระของกองทุนนํ้ามัน และวินัยการคลังของประเทศได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “Thailand 10 Plus” ที่เสนอการลดค่าไฟ การกระตุ้นกำลังซื้อ และการจ้างงานในชุมชน ล้วนสะท้อนความพยายามเร่งเครื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ที่กำลังกดดันงบประมาณของรัฐ คำถามคือ นโยบายเหล่านี้จะเดินหน้าได้จริงเพียงใด

ไฟสงครามที่ลุกโชนอยู่ในตะวันออกกลาง จึงไม่ได้เผาเพียงภูมิภาคนั้น แต่กำลังทดสอบความสามารถของรัฐบาลไทยชุดใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า จะมีวิสัยทัศน์และความเด็ดขาดมากพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุครั้งนี้ไปได้หรือไม่

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,182 วันที่ 12 -14 มีนาคม พ.ศ. 2569
 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/653662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vdzhcdS5JaJ5xLDN5UBD-