• Sun. Aug 16th, 2026

ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์

ไทยรุกเปิดตลาด-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-สู่-‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’-ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์

75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต นายกฯ นำทีมเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. รุกเจรจาการค้าใหม่สู่ ‘หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์’ พร้อมเปิดตลาด ดึงลงทุน อุตสาหกรรมไฮเทค

รายงานข่าวระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. 69

โดยนับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกฯ ไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี ก่อนครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง พลังงานสะอาด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลีย ค.ศ. 2026-2029

จากนั้น นายกฯ จะเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ 20-22 ส.ค. 69 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 13 ปี และตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเตรียมยกระดับความสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ อย่างเป็นทางการ

พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงผลักดันการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-นครโอ๊คแลนด์ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การศึกษา การติดต่อธุรกิจ และการเดินทางระหว่างประชาชน

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติร่างปฏิญญาร่วม ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ ที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ยกระดับความสัมพันธ์ใน 4 เสาหลัก

ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน และความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

ส่วนในมิติทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้เป็น 3 เท่า ภายในปี พ.ศ. 2588 (ค.ศ. 2045)

ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร นวัตกรรมดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

รวมถึงการต่อยอดจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนกลุ่ม SMEs

พร้อมผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดนิวซีแลนด์มากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจค้าปลีก และดึงดูดการลงทุนจากนิวซีแลนด์ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือกับบริษัทที่สนใจลงทุนในไทย

อาทิ Skyline Enterprises ในธุรกิจท่องเที่ยว และ Fisher & Paykel ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยสร้างเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการแบบ One-on-One เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชน

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประเทศสำคัญที่มีจุดแข็งในด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ออสเตรเลีย เป็นผู้นำในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล พลังงาน เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการเกษตรสมัยใหม่

ขณะที่นิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศสำคัญที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก มีจุดแข็งทั้งในด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้สามารถมาช่วยต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี

ด้านโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง โอกาสทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

ผลสรุปในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน 2569) การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA 18 ประเทศ

ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เปรู และชิลี มีมูลค่า 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.8%

จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 57.3% ของการค้าไทยกับโลก

โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 105,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6%

ไทยนำเข้าจากประเทศคู่ FTA มูลค่า 138,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.0%

โดยกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าไทยเป็นการค้ากับประเทศที่มี FTA ด้วย ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางการค้า สร้างความได้เปรียบด้านภาษี และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาด

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นคู่ค้า FTA สำคัญอันดับหนึ่งของไทย มูลค่าการค้ารวม 91,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 37.6% ของการค้ากับประเทศคู่ FTA ทั้งหมด

รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญและมีบทบาทเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

โชติมา ระบุอีกว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 กรมจะเดินหน้าขยายและยกระดับ FTA โดยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ให้มีความคืบหน้าตามกรอบที่กำหนด ควบคู่กับการยกระดับความตกลงที่มีอยู่

อาทิ ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย

รวมถึงผลักดัน FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ไปสู่การลงนาม พร้อมติดตามสถานการณ์การค้าโลกและมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด

ภาพ : Shutterstock / Maxim Studio

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-australia-new-zealand-economic-partnership/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w6GFfy8eiRb8COe8ACQ9w