• Wed. Jul 1st, 2026

ไทยยึดศูนย์กลาง ‘เฮลท์เทค’ ปฏิวัติเศรษฐกิจ ‘การแพทย์’

ไทยยึดศูนย์กลาง-‘เฮลท์เทค’-ปฏิวัติเศรษฐกิจ-‘การแพทย์’ไทยยึดศูนย์กลาง ‘เฮลท์เทค’ ปฏิวัติเศรษฐกิจ ‘การแพทย์’

‘RISE Innovation Consulting’ ร่วมกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ จัดงาน SEA Health Summit 2026 : “AI in Health and Longevity” เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 โดยมีผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศร่วมเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยเทคโนโลยีสุขภาพ

สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ โดยไทยและอาเซียนกำลังเป็น “ขุมทรัพย์ตื่นทอง” ยุคใหม่ของนวัตกรรมการแพทย์ (HealthTech) ที่พร้อมจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างทรงพลัง

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE และผู้จัดการกองทุน SeaX Ventures เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากยุคตื่นทองที่ซานฟรานซิสโกปี 1849 ซึ่งเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กเป็นเมืองระดับโลก โดยมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการแพทย์แข็งแกร่งผ่านปัจจัยสนับสนุน 4 ชั้นสำคัญ คือ

  1. ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั่วถึงและดีกว่าในสหรัฐอเมริกาที่ยังมีประชากรถึง 10% เข้าไม่ถึงสวัสดิการ
  2. มาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล โดยไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้มาตรฐาน JCI
  3. บุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก โดยมีแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  4. บุคลากรสนับสนุนที่มีความสามารถทั้งพยาบาล และวิศวกรชีวการแพทย์

นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ไทยขาดการเชื่อมโยงเทคโนโลยี 3 ด้านหลัก คือ 1.BioTech การรักษาที่เข้าถึงง่ายและเร็วขึ้น 2.MedTech เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย 3.ยาและเวชภัณฑ์ ทำให้ยังไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลกได้

ปั้น SEAHUB ผนึก Stanford สู่เวทีโลก

นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ได้ริเริ่มสร้าง SEA Health Innovation Hub หรือ SEA HI Hub ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม 4 ส่วน ได้แก่ เครือข่ายโรงพยาบาลที่จับมือแล้วกว่า 50 แห่ง แหล่งเงินทุนกว่า 200 แห่งทั่วโลก Regulatory Fast-Track และการเข้าถึงตลาด

ทั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดขยายการเข้าถึงคนไข้ 40 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2569 และเติบโตสู่ 100 ล้านคน ภายในปี 2028

รวมถึงได้ร่วมมือ SPARK Global มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สนับสนุนนักวิจัยไทยในการสร้างยาและเวชภัณฑ์ใหม่ และสอนวิธีนำนวัตกรรมไปขออนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยังไม่เคยทำได้สำเร็จมาก่อนในระดับกว้าง

Hacking Medicine ทางลัดปฏิวัติวงการแพทย์

ศ.เซน ชู (Zen Chu) อาจารย์อาวุโสด้าน Healthcare Innovation จาก MIT Sloan School of Management และผู้ร่วมก่อตั้ง HackMed Ventures กล่าวในหัวข้อ The Economic Mutiplier : Why AI in Healthcare is the Core of Future Exponential Growth 

ทั้งนี้ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ระบบโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ปรับตัวช้า แต่คือ “สตาร์ตอัป” และ “ผู้ประกอบการ” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเขย่าโครงสร้างเดิม

สำหรับแนวคิด Hacking Medicine ของ MIT ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นการหาทางลัดที่ชาญฉลาด โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมมาสร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ทลายกำแพงข้อมูลที่เคยถูกเก็บแยกส่วน

รวมถึงการใช้ AI ที่มีความสามารถเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญในบางด้านแล้ว เช่น PathAI ใช้ภาพถ่ายทางพยาธิวิทยาตรวจหาโรคมะเร็งได้แม่นยำกว่ามนุษย์ โดย AI ร่วมกับกล้องวิดีโอราคาถูกตรวจจับการเคลื่อนไหวของเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคได้รวดเร็ว

มั่นใจ “กรุงเทพฯ” ฮับแห่งโอกาส

ศ.เซน เน้นย้ำว่า “กรุงเทพฯ” และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพลังงานและโอกาสมหาศาลไม่ต่างจากยุคดอทคอมในซานฟรานซิสโก ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องรอการอนุญาตจากใคร แต่สามารถคัดลอกและวาง โมเดลธุรกิจที่สำเร็จแล้วในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นได้ทันที

ทั้งนี้ ได้มีการตัวอย่างสตาร์ตอัปต้นแบบรูปแบบนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดย PillPack ที่ทำธุรกิจร้านขายยาออนไลน์ได้มีการจัดยาตามใบสั่งแพทย์จน Amazon ต้องขอซื้อกิจการ และโตกว่า 30 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี

ขณะที่ Figure 1 แอปพลิเคชันให้แพทย์ทั่วโลกแชร์ภาพเคสผู้ป่วยเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหายากในไม่กี่นาที โดย Music as Medicine ใช้แอปพลิเคชันและเซนเซอร์ติดรองเท้า ร่วมกับจังหวะดนตรีช่วยผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรือพาร์กินสันฝึกเดิน

ศ.เซน กล่าวว่า มีแผนสร้าง Hacking Medical School ในบาหลี อินโดนีเซีย เพื่อฝึกฝนแพทย์ทั่วโลกให้รู้จักการใช้เครื่องมือ AI และเทคโนโลยีใหม่สำหรับการรับมือกับการระเบิดของข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน

สร้าง Growth Engine ขับเคลื่อน GDP

รวมทั้งการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานที่แน่นหนาของไทยกับเทคโนโลยีระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างมหาศาลแทนที่จะเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“อนาคตของประเทศไทยไม่ได้รอให้เราพยากรณ์ แต่งานวิจัยและนวัตกรรมที่เราสร้างร่วมกันในวันนี้ จะทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง และยกระดับ HealthTech เพื่อความสุขและความมั่นคงทางสุขภาพของทุกคน”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1240963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nQVUTk4K4Lrhxe-6m9zNO

You missed