ตลาดหุ้นไทย ในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังแรงส่งทางเศรษฐกิจเริ่มอ่อนตัว ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน นโยบายการค้าของสหรัฐ และข้อจำกัดด้านการคลังของไทย อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทุน ส่งผลให้นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นในระดับราคาปัจจุบัน
ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคในช่วงครึ่งหลังของปีมีความน่ากังวลในหลายประเด็น และคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น
ทั้งนี้ ประเด็นแรกการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งประเมินว่าได้ผ่านจุดสูงสุดของปีไปแล้วในไตรมาสแรก ทำให้การขยายตัวในช่วงไตรมาส 2-4 มีแนวโน้มชะลอลง และไม่น่าจะเติบโตได้ในระดับเดียวกับช่วงต้นปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ แรงส่งที่เคยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นก็จะลดลงตามไปด้วย อีกทั้งตลาดอาจขาดปัจจัยบวกใหม่ที่จะสร้างความประหลาดใจเชิงบวก ให้กับนักลงทุน แตกต่างจากช่วงต้นปีที่ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง
“ช่วงครึ่งปีแรก ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังหลายเรื่อง แต่เมื่อ GDP ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว การเติบโตหลังจากนี้จะชะลอลง ทำให้ปัจจัยบวกใหม่ที่จะผลักดันตลาดมีน้อยลง”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลกยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อราคาพลังงานในตลาดโลก
นายธนเดช กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ หากสงครามหรือความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อกำลังซื้อและผลประกอบการของภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังมากขึ้น หลังสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวเข้าใกล้กรอบเพดานที่รัฐบาลกำหนด ส่งผลให้ความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือใช้งบประมาณพิเศษในระดับหลายแสนล้านบาท เช่น วงเงินประมาณ 400,000 ล้านบาท หรือการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม อาจทำได้ยากขึ้นในปีถัดไป เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น
“ปีนี้อาจเป็นหนึ่งในช่วงท้าย ๆ ที่รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังขนาดใหญ่ได้ หลังจากนี้ข้อจำกัดจะมีมากขึ้น เพราะระดับหนี้สาธารณะเริ่มเข้าใกล้เพดาน”
ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังต้องจับตานโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะแนวคิดด้านภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีการพูดถึงมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% และมีแนวโน้มว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐอาจใช้มาตรการทางกฎหมายหรือกลไกด้านภาษีอื่น ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่า อัตราภาษีอาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และบรรยากาศการลงทุน
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน มองว่า ตลาดหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกหลายประเด็นไปล่วงหน้าแล้ว แม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด แต่ราคาหุ้นจำนวนมากได้ปรับขึ้นรับข่าวดีไปก่อนแล้ว ดังนั้น ภายใต้ภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตลงทุนมากกว่าการเร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
“หากนักลงทุนมีกำไรอยู่แล้ว และไม่ได้มีความจำเป็นต้องถือหุ้นเต็มพอร์ต การทยอยแบ่งขายทำกำไรบางส่วนถือเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง”
ส่วนผู้ที่ยังไม่มีสถานะลงทุน หรือมีเงินสดรออยู่ แนะนำให้รอจังหวะที่ตลาดปรับฐานหรืออ่อนตัวก่อนเข้าซื้อ เพื่อเพิ่มส่วนต่างของผลตอบแทนและลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1244493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QT-ZB7cEDelbHRZO4y-rB

