“หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์” กลับมาเป็นจุดสนใจของนักลงทุน จากแนวโน้ม “การจ่ายเงินปันผล” ในระดับสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอและการขยายตัวของสินเชื่อที่ยังจำกัด โดย “นักวิเคราะห์” มองว่า การเพิ่มอัตราปันผลสะท้อนภาพ “การบริหารเงินทุน” อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่สัญญาณลดการลงทุน พร้อมแนะกลยุทธ์จัดพอร์ตเน้นหุ้นปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดควบคู่กับหุ้นเติบโต เพื่อรับมือกับแนวโน้ม “กำไรกลุ่มแบงก์” ที่อาจจะชะลอตัวลงในปี 2569
“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การจ่ายเงินปันผลในระดับสูงของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการปรับกลยุทธ์บริหารเงินทุนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอ ไม่ได้สะท้อนว่าธนาคารลดการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ในอดีตธนาคารขนาดใหญ่มักมีการจ่ายเงินปันผลเพียง 20-30% ของกำไรสุทธิ แต่ปัจจุบันปรับเพิ่มมาอยู่ที่ราว 50-60% ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสมในเชิงโครงสร้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ ระดับเงินกองทุนของธนาคารที่ยังแข็งแกร่งและสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้สามารถรักษาการจ่ายปันผลในระดับสูงควบคู่กับการดำเนินธุรกิจได้
ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1-2% ในปีนี้ ส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ในระดับจำกัดไม่เกิน 3% ดังนั้น เมื่อสินทรัพย์หลักของธนาคารคือ “สินเชื่อเติบโตไม่มาก” ธนาคารจึงไม่จำเป็นต้องกันเงินทุนไว้รองรับการขยายสินทรัพย์จำนวนมาก และสามารถนำเงินส่วนเกินมาคืนให้ผู้ถือหุ้นได้ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับการบริหารโครงสร้างเงินทุนแบบธนาคารในสิงคโปร์ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขยายตัวร้อนแรง
“แม้ธนาคารจะจ่ายปันผลสูง แต่ไม่ได้ชะลอการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยยังเดินหน้าลงทุนตามแผน ทั้งในรูปแบบงบลงทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน การจ่ายปันผลในระดับสูงจึงเป็นผลจากข้อจำกัดด้านการเติบโตของสินเชื่อ มากกว่าการลดการลงทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจต่อตลาด”
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบผสมผสานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ้นปันผลเด่นเพื่อสร้างกระแสเงินสด เช่น KTB และTISCO และหุ้นเติบโตเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยเน้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการบริโภค รวมถึงกลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารอย่าง MTC
“ตฤณ สิทธิสวัสดิ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเมินภาพรวมของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปี 2026 ว่า ยังเป็นปีแห่ง “ความระมัดระวัง” โดยการเติบโตของสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเพียง 0-2% จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการรับความเสี่ยงเพิ่ม ส่งผลให้ธนาคารมีเงินกองทุนส่วนเกินในระดับสูง และสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่โดดเด่น
อย่างไรก็ตาม แม้ธีมปันผลยังน่าสนใจ แต่แนวโน้มกำไรของกลุ่มแบงก์ปี 2569 มีโอกาสชะลอตัว จากแรงกดดันของ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (NIM) ที่ลดลงและปริมาณสินเชื่อที่เติบโตจำกัด ประกอบกับฐานกำไรปีก่อนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้อัปไซด์ของราคาหุ้นเริ่มจำกัดเมื่อเทียบกับความเสี่ยง
ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์ นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนถือหุ้นแบงก์เพื่อเก็งกำไรจากกระแสคาดการณ์เงินปันผล แต่ไม่จำเป็นต้องถือยาวจนถึงวันขึ้นเครื่องหมาย XD โดยสามารถพิจารณาขายทำกำไรก่อน XD และหมุนเงินไปยังกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตดีกว่า
สำหรับ กลุ่มหุ้นทางเลือกที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มสื่อสารซึ่งยังให้ผลตอบแทนปันผลสูงและโครงสร้างการแข่งขันเอื้อต่อการเติบโตของกำไร กลุ่มโรงไฟฟ้าที่เริ่มฟื้นตัวหลังคลายความกังวลด้านนโยบาย และกลุ่มไฟแนนซ์ที่ราคายังอยู่ในระดับน่าสนใจ ให้ยีลด์ใกล้เคียงหุ้นแบงก์ พร้อมได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มหุ้นธนาคารหลายแห่งเพิ่มการจ่ายเงินปันผลหรือดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนในช่วงนี้ สะท้อนการบริหารเงินทุนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการลงทุนขนาดใหญ่ ธนาคารจึงเลือกคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นแทนการเร่งปล่อยสินเชื่อ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในอนาคต
สำหรับ แนวโน้มผลประกอบการปี 2569 คาดว่ารายได้หลักของกลุ่มธนาคารจะทรงตัว ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมยังมีความไม่แน่นอนตามภาวะตลาด แม้บางช่วงอาจได้แรงหนุนจากปัจจัยการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ที่ช่วยกระตุ้นกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในเชิงพื้นฐาน ประเมินว่าการเติบโตของกำไรโดยรวมมีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ ในด้านกลยุทธ์การลงทุนยังให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารที่ระดับ Underweight เนื่องจากแนวโน้มกำไรไม่ได้โดดเด่นเท่าช่วงที่ผ่านมา แต่ยังแนะนำการลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายตัวในหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตและให้อัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ ได้แก่ KTB และ TTB
“สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร แนะนำให้เน้นการถือครองระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนจากเงินปันผล มากกว่าการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1224131&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eUdNVw2Qi0tR3nMIX3SWC

