
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ต.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 อนาคตเศรษฐกิจไทย” ภายใต้งาน สัมมนาใหญ่ & CEO Econmass Awards 2026 ว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งเปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางการเงิน” ซึ่งผู้นำการเงินโลกได้ชื่นชมไทยที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลก
โดยประเทศไทยได้ใช้เวที IMF-World Bank 2026 แสดงศักยภาพ เพื่อนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยอย่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่าน Royal Pavilion และนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้นำปรัชญาฯ ไปกล่าวอ้างอิง อีกทั้งมองว่าประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก และได้รับมอบเหรียญทองในการจัดงานในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ได้มีการเสนอแนวคิด “Building resilience in a fragmented world” และโครงการ “Low Carbon City” ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือจากธนาคารโลก พร้อมทั้งเผยแพร่วัฒนธรรม และสินค้าชุมชนของไทยสู่สากล อาทิ ผ้าไทย มวยไทย กระเป๋าราชบุรี ลายกนกจาก 37 ชุมชน และอาหารไทย เป็นต้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่กำลังลอยลำอยู่ท่ามกลางคลื่นลมผันผวนในมหาสมุทร โดยมี 5 ปัจจัยความเสี่ยงหลักที่ต้องเตรียมรับมือ ได้แก่ 1. โลกแตกขั้ว (Fragmented World) จากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าผ่านการขึ้นภาษี 2. อัตราดอกเบี้ยสูงทั่วโลก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ที่สูงกว่า 5% ส่วนไทยอยู่ต่ำเพียง 2.4% จากการรักษาวินัยการคลัง 3. การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน และโครงสร้างธุรกิจทั่วโลก 4. ความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศ (Climate Risks) เช่น ปัญหาน้ำท่วมหนัก และภัยธรรมชาติ และ 5. วิกฤตพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งเรือลำเล็กของประเทศไทยจะต้องผ่านคลื่นลมใหญ่ทุกครั้งไปให้ได้
สำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจไทยยังจำเป็นต้องอุดรอยรั่วของเรือเศรษฐกิจที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ การนำทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดมาใช้อย่างการมีวินัยทางการคลังผ่านนโยบายแบบตรงเป้า (Targeted Policy) ที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ก่อนอย่างโครงการ “นกกระซิบ” (Small AI for Better Jobs)
“การประยุกต์ใช้ AI ไม่ต้องไปคิดใหญ่และแพง แต่ต้องนำ AI ขนาดเล็กมาช่วยสอนพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในตลาดวิเคราะห์ยอดขาย และใช้ข้อมูลรายได้ดังกล่าวเป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารโลกได้ให้ความสนใจ และเตรียมนำโครงการนี้ไปเป็นโมเดลต้นแบบขยายผลไปทั่วโลก” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้มุ่งเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (Transition Now) เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันได้มีการนำเข้าน้ำมันและพลังงานสูงเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ซึ่งต้องเร่งนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทันที และออกมาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริโภคที่ต้องจ่ายค่าไฟมาเป็นผู้ผลิตและขายไฟฟ้ากลับคืนให้กับการไฟฟ้าในระยะยาว 20 ปี ซึ่งนโยบายนี้เป็นการยิงนัดเดียวได้นก 3 ตัว คือ 1. ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน 2. ช่วยให้รายย่อยมีรายได้ระยะยาว และ 3. ช่วยให้ประเทศเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดขึ้นอย่างมหาศาล
ขณะที่การเติบโตอย่างยั่งยืนจะต้องมาจากการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการยกระดับทักษะแรงงานไทย (Up-skill และ Re-skill) ผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วยการนำจุดแข็งความเป็นกลาง (Neutrality) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผ่านระบบ (BOI Fast Pass) เพื่อดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ระบุว่า การจัดงาน IMF-World Bank 1991 ที่เป็นจุดเริ่มต้น “First Take-off” ทางเศรษฐกิจไทย เพื่อเริ่มบินขึ้นสู่เวทีโลก และการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2026 ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการสร้าง “Second Take-off” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยทะยานขึ้นสู่อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2027 ได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/874277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SvmlaSb6vydX8olmgzGdg

