
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงยกระดับ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จาก “เวทีรับฟังข้อเสนอ” ไปสู่ “กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้โดยมีการกำหนดเป้าหมาย เจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน
นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำถามใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะโตเท่าไร แต่คือเราจะโตจากอะไร และจะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงกรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล
จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดคอขวดหลายด้านพร้อมกัน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริงขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น
กรอ. ชุดใหม่จึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่แยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ
เครื่องยนต์ที่หนึ่ง New Economy & Infrastructure Engine คือการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
เครื่องยนต์ที่สอง Trade & Localization Engine คือการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ, สินค้าและบริการไทย, เกษตรและอาหารแห่งอนาคต, Soft Power, การค้า, การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่
เครื่องยนต์ที่สาม People Engine คือการพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการมีงานทำ แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น
และเครื่องยนต์ที่สี่ Government Engine คือการเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น
“ถ้าเรามองเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล กองหลังคือเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจมหภาค กองกลางคือพลังงาน น้ำ กฎระเบียบ เทคโนโลยี และคน ส่วนกองหน้าคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคเอกชนที่จะทำประตูให้ประเทศ กรอ. คือเวทีที่ทำให้ทีมเศรษฐกิจไทยเล่นเป็นทีมเดียวกัน” นายเอกนิติกล่าว
ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ Quick Big Win เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน สำหรับระยะเร่งด่วน 6 เดือน และ Quick Win สำหรับ ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน เพื่อให้การทำงานมีจังหวะติดตามผลต่อเนื่อง
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของ กรอ. ชุดนี้คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ ทุกข้อเสนอจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ให้ชัดเจน คือใครเป็นเจ้าภาพ จะดำเนินการอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด เพื่อให้ทุกเรื่องมีเจ้าของ มีแผน และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
สำหรับบทบาทของตน ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SME แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย
ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism,Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสให้คนไทยได้กว้างขึ้น
“เป้าหมายของ กรอ. ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลข GDP ดีขึ้น แต่คือการทำให้เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแข่งขันได้กว่าเดิม และสร้างโอกาสได้กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่เป็น supplier เป็น service provider เป็น partner และได้รับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และผลิตภาพไปพร้อมกับการลงทุนใหม่…พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/840515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSBlfZafY9CEwhl6bxao7

