
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีเสวนา “Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายและแรงผลักดันระดับโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ วัฏจักรเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และการค้า โดยมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความผันผวน
นายเอกนิติ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน “เรือลำเล็ก” ในมหาสมุทรที่กำลังเผชิญกับพายุ หรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ 4 ลูก เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยประการแรก คือ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคการผลิต เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงมาก
ประการที่สอง การแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกกระจายห่วงโซ่อุปทาน และสร้างโอกาสให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศไทย ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ประการที่สาม อัตราดอกเบี้ยโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยไทยยึดมั่นในวินัยการคลัง (Fiscal Discipline) มาโดยตลอด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2.3% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปอย่างมาก และประการที่สี่ การเติบโตของเทคโนโลยี AI ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกได้สำเร็จ
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกรอบแนวคิดในการสร้างความยืดหยุ่นให้เรือลำเล็กรอดพ้นจากพายุ โดยต้องเสริมตัวเรือให้แข็งแกร่ง ด้วยการยึดมั่นในวินัยการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรของไทยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นเพียงเงื่อนไขจำเป็น ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง
ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาส และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจรวมถึงประชาชนปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุเศรษฐกิจมากที่สุด ผ่านการช่วยดูดซับแรงกระแทก และเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหม่ที่อาจใหญ่ขึ้นในอนาคต
สำหรับการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเปิดเสรีทางการค้า ปัจจุบันการค้าภายในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 22% เทียบกับสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% สะท้อนว่าตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนยังมีโอกาสเติบโตและเชื่อมโยงกันได้อีกมาก เพื่อลดความเปราะบางจากแรงกระแทกภายนอก
ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับ สปป.ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ขับเคลื่อนโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อส่งผ่านพลังงานน้ำ (Hydropower) และสร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน
ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ได้เร่งเชื่อมโยงระบบ National Digital ID ระหว่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและฐานข้อมูล AI ร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน (Cross-border QR Payment) ระหว่างไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวและการค้า พร้อมเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) โดยยึดมั่นในระบบการค้าและกติการะหว่างประเทศ
ส่วนการขับเคลื่อนการลงทุนยุคใหม่ ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ดีและมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 47% คิดเป็นมูลค่ากว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ AI ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินโครงการ Skill Bridge Program เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเชื่อมโยงบริษัทต่างชาติเข้ากับมหาวิทยาลัยในไทย เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน และดึงผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกให้สำเร็จ
ด้านการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รัฐบาลได้ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากทางราชการและอำนวยความสะดวกในการอนุมัติใบอนุญาตการลงทุน ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส
“การลงทุนใหม่ ๆ เปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังวิ่งเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งมีประชาชนและภาคธุรกิจรออยู่บนชานชาลา หน้าที่ของรัฐบาล คือ การเปิดประตูรถไฟให้กว้างที่สุด เพื่อพาคนไทยและธุรกิจไทยขึ้นไปบนรถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ เพื่อยกระดับผลิตภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ (New Horizons) ทั้งราคาพลังงาน อัตราดอกเบี้ย การเติบโตของ AI และการแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การสร้างความยืดหยุ่นที่แท้จริงต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคง เพื่อต้านทานแรงกระแทกและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่สุด โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างพลังและมอบศักยภาพให้แก่ประชาชน (Empowering People) เพื่อให้ทุกคนสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ระดับ 3.1% แม้ภาพรวมจะมีความยืดหยุ่น แต่กลับตั้งอยู่บนฐานรากที่เปราะบางและมีความเหลื่อมล้ำสูง เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาการขับเคลื่อนจาก AI ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินหากเกิดภาวะชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ปัญหาความไม่สมดุลระดับโลก ทั้งในภาคการส่งออกของจีน การออมและหนี้สินของสหรัฐอเมริกา รวมถึงช่องว่างผลิตภาพของยุโรป ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูงและเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว IMF ต้องเร่งเดินหน้า 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การเฝ้าระวังและเตือนภัยเศรษฐกิจล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีให้ประเทศสมาชิกผ่านดัชนีความพร้อมด้าน AI (AI Preparedness Index) และการทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนสำรองฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือประเทศที่เผชิญวิกฤตการเงิน
“เศรษฐกิจโลกอาจมีความยืดหยุ่น แต่ยืดหยุ่นอยู่บนฐานรากที่เปราะบางและกำลังยืนด้วยขาข้างเดียว จงซ่อมแซมหลังคาในขณะที่แดดยังออก” นางคริสตาลินากล่าว พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI แต่เทคโนโลยีนี้มาถึงแล้วและต้องเปิดรับ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอาจทำให้ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันพ่ายแพ้ได้
นายคีเรียคอส ปิเอร์รากากิส ประธานกลุ่มยูโรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกรีซ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง โดยขยับขึ้นจากระดับ 1.1% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 4% ในปัจจุบัน ส่วนการขาดดุลการคลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% แต่ยุโรปยังคงรักษาเสถียรภาพและไม่ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนจากความสำเร็จของกรีซที่สามารถพลิกวิกฤต จัดระเบียบการคลังจนเศรษฐกิจกลับมาเติบโต และชำระหนี้คืน IMF ได้ก่อนกำหนด
นอกจากนี้ ยุโรปยังต้องเร่งแก้ปัญหาช่องว่างด้านผลิตภาพ โดยผลิตภาพเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาลดลงเหลือเพียง 75% ในปัจจุบัน รวมถึงต้องทลายอุปสรรคทางการค้าภายในที่ยังเป็นต้นทุนแฝงสูงถึง 44–110% จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันสหภาพการออมและการลงทุน เพื่อสร้างกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่งระดับยุโรป (European Champions) โดยประสบการณ์ของกรีซสะท้อนว่าบาดแผลและความยุ่งยากในอดีตสามารถเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจในการปฏิรูปโครงสร้างได้
นายหลุยส์ กาปูโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา กล่าวว่า อาร์เจนตินาประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยการลดรายจ่ายภาครัฐลงถึง 30% โดยไม่มีการปรับขึ้นภาษี ส่งผลให้รัฐบาลสามารถขจัดปัญหาการขาดดุลการคลังที่เคยสูงถึง 5% ของ GDP และพลิกกลับมาเกินดุลการคลังได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 113% เหลือ 40% และสัดส่วนความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 57% เหลือ 32%
“เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจัดระเบียบการคลังในบ้านของเราเอง การขจัดขาดดุลการคลังและลดขนาดของรัฐบาล พร้อมทั้งเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญา เป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน” นายหลุยส์ กล่าว
นายโอลาเยมี คาร์โดโซ ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย กล่าวถึงความสำเร็จจากการใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยการประกาศขึ้นดอกเบี้ยรวม 8% ควบคู่กับการปล่อยลอยตัวค่าเงิน ซึ่งช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 34% เหลือ 15% และเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 18 ปี จนไนจีเรียสามารถกลับเข้าสู่ดัชนีพันธบัตรโลกได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าดึงเม็ดเงินโอนจากต่างประเทศผ่านระบบดิจิทัลได้มากกว่า 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน พร้อมสนับสนุนโรงกลั่นน้ำมันดันโกเต เพื่อลดการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มทางพลังงานอย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/872385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u4XIuXpbeWAuka18dAVDF

