• Sat. Aug 22nd, 2026

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณย้อนแย้ง ตัวเลขแต่ละตัวบอกคนละเรื่อง

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณย้อนแย้ง ตัวเลขแต่ละตัวบอกคนละเรื่องเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณย้อนแย้ง ตัวเลขแต่ละตัวบอกคนละเรื่อง
เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณย้อนแย้ง ตัวเลขแต่ละตัวบอกคนละเรื่อง

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณย้อนแย้ง ตัวเลขแต่ละตัวบอกคนละเรื่อง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคนภัทร (KKP) วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทยทีกำลังส่งสัญญาณ “คนละทิศคนละทาง” ชว่าปัจจุบันไม่มีตัวเลขตัวใดตัวหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้ครบถ้วนอีกต่อไป เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอให้ปรับวิธีวัดผลให้ทันยุคใหม่

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยสวนทางกันเอง

ดร.พิพัฒน์ ระบุว่าขณะนี้ตัวชี้วดเศรษฐกิจไทยหลายตัวกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ได้แก่

•  ดัชนีความเชื่อมั่นภาคการผลิต (สำรวจความเห็นผู้ประกอบการโรงงาน) เดอนกรกฎาคม พุ่งขึ้นสูงสุดนับตังแต่ปีที่แล้ว สะท้อนบรรยากาศทีดีขึ้น

•  ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจริง เดือนมิถุนายน กลับหดตัวถึง 3%

•  เศรษฐกิจโดยรวม (GDP) ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศหลักในเอเชีย

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคนภัทร (KKP)

ทำไมตัวเลขถึงขัดแย้งกัน

สาเหตุที่ตัวเลขออกมาไม่สอดคล้องกัน เพราะแต่ละตัวเลขตอบโจทย์คนละเรื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นโรงงานสะท้อน “ทิศทาง” ว่าบรรยากาศดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อนหน้าเท่านั้น ขณะทีตัวเลขผลผลิตจริงวัด “ปริมาณการผลิตที่เกิดขึ้นจริง” ส่วน GDP วัด “มูลค่าเพิ่มทั้งระบบเศรษฐกิจ” ดังนันแม้โรงงานส่วนใหญ่จะเริ่มรสึกดีขึ้นจากฐานที่เคยตกต่ำ จนดันความเชื่อมั่นพุ่งขึ้น แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังผลิตของจริงลดลงต่อเนื่อง ตัวเลขผลผลิตรวมกยังคงติดลบอยู่ดี

ตัวเลขเศรษฐกิจ ตัวเลขเศรษฐกิจ

ข่าวดี! ไทยเข้าห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม AI แล้ว

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ ชว่ามีสัญญาณบวกคือเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามคลื่นการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ได้แก่

•  ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณจัดเก็บข้อมูล

• ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ (Photonics)

• อุปกรณ์เครือข่าย

• โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

“ผู้ชนะ” ยงเล็ก “ผู้แพ้” ยังใหญ่ ฉุดภาพรวม

ปัญหาสำคัญคือ อุตสาหกรรม “ผู้ชนะ” กลังเติบโตเร็วแต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่ “ผู้แพ้” กำลังหดตัวแต่ยังมีขนาดใหญ่ ทำให้น้ำหนักของอุตสาหกรรมเก่าที่เผชิญปญหาเชิงโครงสร้างยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ได้แก่ รถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าไม่ได้

วิธีวัดแบบเดิมอาจ “ตามไม่ทัน” โครงสร้างใหม่

ดร.พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่าวิธีวัดเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไปไม่ทัน เช่น การวัดเป็น “จำนวนหน่วย” อาจประเมินศักยภาพต่ำเกินไป ยกตัวอย่างฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันเก็บข้อมูลได้มากกว่าอดีตมหาศาล หากวัดแค่จำนวนชิ้นอาจดูเหมือนไม่โต ทั้งที่ศักยภาพเพิ่มขึ้นมาก

นอกจากนี้ยังมีประเด็น “ไส้ใน” ของมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนตไฟฟ้า (BEV) ที่แม้ตัวเลขการผลิตจะดูดี แต่มีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนสูงกว่ารถกระบะแบบเดิมที่มีหวงโซ่อุปทานในประเทศลึกกว่า ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงคนไทยจริงๆ อาจลดลง

เช่นเดียวกับไตรมาส 2 ที่แม้การส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรง แต่เศรษฐกิจโดยรวมกลับโตต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่ๆ มีสัดส่วนการนำเข้าสูง เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

เศรษฐกิจไทย

ข้อเสนอ: ต้องย้ายทรัพยากรสู่อุตสาหกรรมใหม่

ดร.พิพัฒน์ มองว่าไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้วจริง และนี่คือทิศทางที่ต้องเดินหน้าต่อไป แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกจจากอุตสาหกรรมใหม่ให้มากขึ้น โดยต้องยอมให้ทรัพยากรทั้งแรงงาน เงินทุน และที่ดิน เคลื่อนย้ายออกจากอตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทาง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/667158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SL9MVPZhEX-YvUDVFyLFi