• Tue. Jun 16th, 2026

เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด-แบบ-‘คนรับจ้างผลิต’-เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่นเศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

ไทยกำลังตามหลังหรือไม่ บทความนี้ชวนฟังมุมมองทูตญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจไทย ทำไมเราถึงตามเวียดนามและอินโดนีเซีย รับชมคลิปเต็มได้ที่: ทิศทางเศรษฐกิจ-การลงทุนไทย เราอยู่จุดไหนในเวทีโลก?

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยเคยเป็นเด็กเรียนเก่งของอาเซียน เป็นฐานผลิตรถยนต์ส่งออกระดับโลก เป็นจุดหมายของเม็ดเงินลงทุนญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยน

เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังวิ่งแซง ทั้งรถยนต์ EV จากจีนทะลักเข้าตลาด อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นเสาหลักกำลังสั่นคลอน และคำถามที่แหลมคมที่สุดก็คือ ตอนนี้ประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนกันแน่บนเวทีเศรษฐกิจโลก

Techsauce ได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หนึ่งในพันธมิตรที่รู้จักเศรษฐกิจไทยลึกที่สุด มาร่วมวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่น พร้อมชี้ทางว่า Startup ไทยกับทุนญี่ปุ่นควรจับมือกันอย่างไรเพื่อบุกตลาดโลก

“ไทยกำลังดิ้นรนอยู่นิดหน่อย” คำวินิจฉัยที่ตรงไปตรงมา

ท่านทูตญี่ปุ่นกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของไทยอย่างชัดเจนว่ากำลังอยู่ในสภาวะ “ดิ้นรน” โดยมีปัจจัยชี้วัดสำคัญคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

ประเด็นที่ท่านทูตหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตอันดับแรกคือเรื่อง ค่าไฟฟ้า ซึ่งถือเป็น Pain Point ใหญ่ที่สุดที่บริษัทญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ ในขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้ถูกกว่า

นี่จึงเป็นข้อเสียเปรียบเชิงแข่งขันที่ฉุดรั้งไทยไว้ นอกจากนี้ ท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ แต่ความสามารถในการประยุกต์ใช้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเครื่องมือ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ที่หมดมุก ถึงเวลาของฝั่งอุปทาน

นี่คือประเด็นที่ลึกที่สุดในบทสัมภาษณ์ และเป็นคำแนะนำเชิงนโยบายที่ตรงที่สุด

ท่านทูตมองว่ามาตรการของรัฐบาลไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ (Demand-side Economics) คือการกระตุ้นการใช้จ่าย เติมเงินเข้ากระเป๋าให้คนออกมาจับจ่าย

ท่านยอมรับว่ามันได้ผล มันเคยได้ผลมาในอดีต แต่ประเด็นคือมันไม่พออีกต่อไป

สิ่งที่ไทยขาดคือเศรษฐกิจฝั่งอุปทาน (Supply-side Economics) หรือการสร้างความเข้มแข็งจากฝั่งการผลิตและการลงทุน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถ สร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นได้จริง ท่านชี้ว่าเมื่อเทคโนโลยีกำลังเบ่งบานและสตาร์ทอัพกำลังจะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ฝั่งอุปทานนี่แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะไปต่อได้

พูดง่าย ๆ คือแจกเงินกระตุ้นการบริโภคได้ แต่ถ้าต้นทุนการผลิตยังแพง ค่าไฟยังสูง กฎระเบียบยังซับซ้อน สุดท้ายเม็ดเงินลงทุนก็จะไหลไปหาเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่ดี

ความจริงเรื่อง EV ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด

ในปรากฏการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังครอบงำตลาด ท่านทูตได้แสดงมุมมองที่น่าคิดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อมาตรการภาษีนำเข้า 0% ที่อาจรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อผู้เล่นเดิมในตลาด รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ว่า EV จะสะอาดจริงหรือไม่ หากแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าในประเทศยังคงพึ่งพาถ่านหินเป็นหลัก

ท่านยังได้ย้ำถึงความสำคัญของ “สนามแข่งที่เท่าเทียม” (Level Playing Field) โดยเน้นย้ำว่าการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ไม่ควรหมายถึงการทิ้งเทคโนโลยีเดิมที่มีประสิทธิภาพ เช่น รถไฮบริด หรือเชื้อเพลิงสะอาดและไฮโดรเจน การบิดเบือนตลาดด้วยเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมจะส่งผลเสียต่อภาพรวมในระยะยาว ดังนั้นไทยควรให้โอกาสทุกเทคโนโลยีได้พิสูจน์ตัวเองภายใต้กติกาที่ยุติธรรม

นี่คือ 2 หัวข้อใหญ่ที่ไทยควรนำไปคิดต่อ

  • ภาษี 0% ที่แรงเกินไป ท่านบอกตรง ๆ ว่าการใช้ภาษีนำเข้า 0% กับรถ EV นั้น drastic หรือรุนแรงเกินไปนิด นโยบายนี้ถูกตัดสินใจไว้ภายใต้ข้อตกลง FTA เมื่อราว 10 ปีก่อน แต่จุดที่ท่านติงคือ ตามปกติเวลาจะเปิดตลาดหรือปรับระดับภาษีใหม่ ควรปรึกษากับผู้เล่นเดิมในตลาดก่อนว่าจะกระทบอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ท่านมองว่าไม่ได้ทำแบบนั้น และตอนนี้บางบริษัทกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจริง ๆ
  • EV ไม่ใช่คำตอบเดียว และอาจไม่ใช่คำตอบที่สะอาดอย่างที่คิด ท่านยกตัวอย่างนอร์เวย์ที่รถใหม่กว่า 92-93% เป็น EV แต่นั่นเป็นเพราะไฟฟ้าของเขาถูกและมาจากแหล่งพลังงานสะอาดอยู่แล้ว การใช้ EV จึงสมเหตุสมผล ในทางกลับกัน ถ้าเอา EV ไปวิ่งในประเทศที่ผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินเป็นหลัก มันกลับยิ่งทำให้มลพิษแย่ลง การหันไปใช้ EV ทั้งหมดจึงยังไม่ใช่คำตอบ

จากฐานผลิต สู่การจับมือบุกตลาดโลก

ความสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่นย้อนไปถึงสมัยอยุธยา แต่ภาพที่เราเห็นทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนก้อนใหญ่เพื่อตั้งฐานการผลิตในไทย จนไทยกลายเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก

แต่ท่านทูตบอกว่าตอนนี้เรามาถึงจุดเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ และไทยต้องเลือกแล้วว่าจะเดินต่อทางไหน

ท่านมองว่าจากนี้จะมีการลงทุนจากชาติอื่นนอกจากญี่ปุ่นเข้ามามากขึ้น มีบริษัทขนาดเล็กเกิดใหม่มากขึ้น และซัพพลายเชนจะต้องปรับตัว ซึ่งรวมถึงการที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาควบรวมกิจการ (M&A) บริษัทไทยมากขึ้นด้วย

นี่คือ message ที่สำคัญที่สุดสำหรับชาว Startup ท่านบอกว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเข้าตลาดญี่ปุ่นอย่างไรอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าจะเอา know-how และประสบการณ์ของพันธมิตรมาประกอบร่างกันเพื่อบุกตลาดโลกได้อย่างไรต่างหาก หมดยุคที่ไทยเป็นแค่ฐานผลิต ถึงยุคที่เทคโนโลยีของไทยกับทุนของญี่ปุ่นต้องร่วมสร้างไปด้วยกัน ท่านชี้ว่าการลดทอนกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีละความร่วมมือใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ถอดบทเรียนสตาร์ทอัพญี่ปุ่นและความจริงเรื่อง AI

เมื่อมองไปที่การเติบโตของสตาร์ทอัพญี่ปุ่นในปัจจุบัน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ วัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป้าหมายสูงสุดคือการได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เข้าใจแล้วว่าการสร้างธุรกิจของตัวเองนั้นน่าสนใจและท้าทายกว่า สังคมเริ่มยอมรับความหลากหลายและให้เกียรติคนที่แตกต่าง

ในขณะเดียวกันการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน มีเทคโนโลยีแบบเปิด และการเข้าถึง Venture Capital ได้ง่ายขึ้น ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้เติบโต 

อย่างไรก็ตาม ท่านทูตได้ฝากข้อคิดเตือนใจเรื่อง AI เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้สตาร์ทอัพมักจะโฟกัสที่ภาค IT และ AI จนกลายเป็นตัวชูโรง แต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า AI เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทอเมริกันที่ออกตัวไปไกลแล้ว การจะไล่ตามให้ทันในฐานะผู้เล่นฝั่งซอฟต์แวร์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งไทยและญี่ปุ่นจึงต้องมองเรื่องนี้ให้ขาดและวางตำแหน่งของตัวเองในอุตสาหกรรมให้ชัดเจน

140 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น หมุดหมายของการก้าวต่อ

ในปีหน้าซึ่งถือเป็นวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ท่านทูตมองว่านี่ไม่ใช่แค่การจัดงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการทบทวนสิ่งที่ทำผ่านมาและผลักดันให้ผู้คนก้าวเข้าสู่เฟสต่อไปเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอีกสองทศวรรษข้างหน้า แม้จะมีการจัดกิจกรรมเชื่อมร้อยความร่วมมือมากมายรวมถึงการเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตโลโก้ประจำงาน แต่สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญที่สุดคือการใช้หมุดหมายนี้เป็นจุดเริ่มต้นของย่างก้าวใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม

แล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ?

หากจะสรุปบทเรียนและคำแนะนำจากท่านทูต เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายและชาวสตาร์ทอัพไทย สิ่งที่ต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกคือการจัดการต้นทุนพลังงาน เพราะนี่คือข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไทยแพ้เวียดนามและอินโดนีเซียในสายตานักลงทุน

นอกจากนี้ประเทศไทยต้องเติมเต็มเศรษฐกิจฝั่งอุปทาน แทนการพึ่งพาเพียงมาตรการกระตุ้นการบริโภค ต้องมุ่งลดต้นทุนและสร้างเงื่อนไขให้การผลิตและการลงทุนแข่งขันได้จริง ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยต้องรักษาสนามแข่งให้เท่าเทียม อย่าให้กติกาเอนเอียง และไม่ควรปิดโอกาสเทคโนโลยีอื่น เช่น ไฮบริด เชื้อเพลิงสะอาด หรือไฮโดรเจน ที่ยังคงมีประสิทธิภาพและบทบาทสำคัญ

ในส่วนของภาคธุรกิจ สิ่งที่ต้องเร่งปรับตัวคือการเลิกคิดแบบฐานผลิตแบบเดิม แต่ต้องคิดแบบ Co-Creation โดยนำเทคโนโลยีไทยมาผสานกับทุนและ Know-how ของญี่ปุ่นเพื่อบุกตลาดโลกไปด้วยกัน พร้อมกันนั้นภาครัฐต้องกล้าทำ Deregulation หรือปลดล็อกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยีและความร่วมมือใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/thailand-economic-startup-future-japan-ambassador&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bT2RMPEu-1iCriUeHwelw