• Mon. May 25th, 2026

เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัยเศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

โลกเราขณะนี้กําลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่ออายุมากขึ้นเราคาดว่าคนสูงวัยจะมีบทบาทในสังคมน้อยลง ให้เวลากับตัวเองและพักผ่อนมากขึ้น ตรงกันข้าม ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น บทบาทคนสูงวัยในระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศยังไม่หายไปไหน อิทธิพลของคนกลุ่มนี้ยังมากและเข้มแข้ง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และระดับบอร์ดบริษัท จนมีศัพท์ทางวิชาการว่า “ชราธิปไตย” หรือ Gerontocracy คือ ปกครองโดยคนสูงอายุ ซึ่งฟังดูดีเพราะคนสูงวัยมีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก น่าจะนําพาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยและส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลาน

แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น เช่น สิงค์โปร์ ที่ส่งผ่านประเทศให้กับลูกหลานได้ดี เพราะในหลายประเทศคนสูงวัยสมัยหนุ่มสาวจะนำพาประเทศอย่างเข้มแข็ง คือเป็นกําลังสําคัญ แต่พออายุมากขึ้น หลายคนความคิดเปลี่ยนมาเป็นต่อต้านหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่และประโยชน์ที่ตนจะได้มากขึ้น จนบางครั้งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวต่อของประเทศและการแก้ปัญหา ประเทศเราก็เข้าลักษณะนี้ การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานจึงทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ที่จะแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อมีอำนาจ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ชราธิปไตยคือการปกครองที่อํานาจการตัดสินใจอยู่ในมือคนสูงวัย ที่เป็นผู้ตัดสินใจตัวจริงในเรื่องต่างๆ สูงวัยในที่นี่คืออายุหกสิบปีขึ้นไป และในสังคมที่ให้คุณค่ากับการเคารพผู้ใหญ่อย่างประเทศเรา บทบาทและอิทธิพลของคนกลุ่มนี้จะหนาแน่น ไม่เฉพาะแค่การเมืองหรือธุรกิจ แต่รวมถึงสถาบันปกครองสําคัญของประเทศ เช่น ศาลยุติธรรม สภาสูง องค์กรอิสระ การตัดสินใจของคนกลุ่มนี้จึงกระทบทุกส่วนของสังคม เพราะมีอิทธิพลต่อนโยบาย การออกกฏหมาย และการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ตัวอย่างเช่น วุฒิสภาสหรัฐ ที่ไม่มีการจํากัดวาระการดำรงตำแหน่ง หลายคนอายุเกิน 75-80ปี เป็นที่รวมของผู้ทรงอิทธิพลทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จนถูกเรียกเป็นสโมสรคนสูงวัยที่รวยที่สุดในโลก

คนสูงวัยที่มีอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนในตำแหน่ง แต่รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ที่เป็นฉากหลัง เป็นมือที่มองไม่เห็น ที่เป็นพ่อค้า อดีตข้าราชการ อดีตนักการเมือง ผู้ใหญ่ที่มีบารมีในสังคม ที่ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของประเทศ ทั้งการเมือง เช่นใครจะมาเป็นรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขอะไร เศรษฐกิจ คือนโยบาย การจัดสรรผลประโยชน์ รวมถึงการตรวจสอบ เช่น การทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ อํานาจเหล่านี้มีอยู่จริงและไม่ใช่ต่างคนต่างทํา แต่ประสานกันผ่านเครือข่ายและระบบอุปถัมภ์ที่ปลูกฝังไว้ ทําให้ประเทศเหมือนถูกกำกับและอยู่ในมือคนสูงวัยเหล่านี้

กรณีประเทศไทย เครือข่ายชราธิปไตยปัจจุบันมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ เพราะผู้สูงวัยที่มีอำนาจก็มาจากคนกลุ่มนี้ที่เกิดระหว่างปี 2489-2507 เป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอํานาจมากที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองไทยขณะนี้ เบบี้ บูมเมอร์ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่โชคดีที่สุด เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ต้องไปรบ เกิดและโตในช่วงที่ประเทศไทยกําลังเริ่มพัฒนา ทุกอย่างพร้อม ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คนน้อย ที่ดินว่างเปล่ามากมาย ราคาถูก โอกาสต่างๆ จึงมาก บริษัทต่างประเทศก็ต้องการเข้ามาลงทุน สามารถฉกฉวยโอกาสสร้างฐานะสร้างชีวิต คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์จึงมีส่วนร่วมเต็มที่ในการพัฒนาประเทศในระยะต้นและได้ประโยชน์ ตั้งตัวได้ กลายเป็นเจ้าของกิจการ เศรษฐี และผู้นําสังคม พร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

ถึงประมานช่วงปี 2530 เป็นต้นไป ขาขึ้นของเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาแบบก้าวกระโดดก็เริ่มชะงักและชะลอต่อเนื่องอีกยี่สิบกว่าปีต่อมาหลังปี 2540 สาเหตุเพราะเบบี้ บูมเมอร์ไทยที่ช่วงนั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตัวจริง ทําหน้าที่ได้ไม่ดีพอในการสร้างและพัฒนาประเทศ เทียบกับเบบี้ บูมเมอร์ประเทศอื่น เช่น สิงค์ไปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้เติบโตต่อเนื่อง พัฒนาดีกว่า หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โตต่ำ ไม่ไปไหน เวลากว่ายี่สิบปีนี้ต้องถือว่านาน เพราะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนประเทศแบบพลิกฝ่ามือได้ เช่น กรณี จีน เวียตนาม แต่เบบี้ บูมเมอร์ไทยใช้เวลายี่สิบกว่าปีวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ไม่แก้ไข ทําให้ประเทศเสียโอกาสถึงทุกวันนี้

หนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เบบี้ บูมเมอร์ไทยทะเลาะกันไม่เลิกตั้งแต่การเมืองเปิด ต่างต้องการอํานาจ แย่งอํานาจ และไม่ยอมรับให้อีกฝ่ายได้อำนาจ เกิดวัฐจักร เลือกตั้ง ปฏิวัติ ยุบพรรค เลือกตั้งใหม่ ทําให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพและยืนระยะนานกว่ายี่สิบปีถึงวันนี้โดยผู้เล่นกลุ่มเดิมที่ยังทะเลาะกัน เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่มีอํานาจอยู่ก่อนกับกลุ่มใหม่ที่ต้องการอํานาจ ซึ่งเป็นเบบี้ บูมเมอร์ทั้งคู่ ทะเลาะกันนานจนคนรุ่นใหม่ระอา เกิดเป็นความตึงเครียดระหว่างรุ่น

สอง นโยบายผิดพลาด เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลเปลี่ยนบ่อย นโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะเดินต่ออย่างไร ต่างจากสิงค์โปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่สําคัญ เบบี้ บูมเมอร์ทั้งสองข้างที่ทะเลาะกันก็ทําเหมือนกัน คือ เน้นทํานโยบายระยะสั้นเพื่อคะเเนนเสียง ชอบอุดหนุนแจกให้เปล่าเพื่ออำนาจ มากกว่าที่จะลงทุนวางโครงสร้างระยะยาวที่เข้มแข็งให้กับประเทศ เช่น การศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน ภาคธุรกิจจึงไม่ลงทุน เงินลงทุนจากต่างประเทศลด ไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่มีนวัตกรรม ผลิตภาพหรือความสามารถในการผลิตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันตํ่า ต้องพึ่งภาคบริการในการเติบโตโดยอาศัยต้นทุนแรงงานที่ไม่แพง เช่นการท่องเที่ยว

สาม เมื่อการเมืองมองสั้น เบบี้ บูมเมอร์ในภาคธุรกิจโดยเฉพาะระดับใหญ่ก็มองสั้นตามไปด้วย ไม่ลงทุน ยกเว้นจะถูกร้องขอหรือบีบโดยภาครัฐ แต่มุ่งหากําไรจากค่าเช่าทางเศรษฐกิจ สัมปทาน อสังหาริมทรัพย์ และระบบเครือข่าย ทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง ระบบอุปถัมถ์และระบบเส้นสายมีอิทธิพลต่อการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจมากกว่ากลไลตลาดและความสามารถ (Merit) เมื่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต ไม่มีการจ้างงาน ลดโอกาสทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ ความตึงเครียดระหว่างรุ่นระหว่างวัยในสังคมจึงทวีมากขึ้น

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา เป็นผลงานที่คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์ทําไว้และต้องรับผิดชอบ เพราะได้รับมรดกประเทศที่ดีอุดมสมบูรณ์จากคนรุ่นก่อนที่ได้เริ่มวางรากฐานการพัฒนาประเทศ แต่ปัจจุบันไทยตามหลังประเทศอื่น ส่วนเบบี้ บูมเมอร์เองก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่แก่และจนเพราะไม่มีทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นส่วนใหญ่ อีกกลุ่มเล็กกว่า คือผู้สูงวัยที่มีอำนาจ รวย ทรัพย์สินมาก มีอิทธิพลมากในสังคม และไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนมี นี่คือกลุ่มชราธิปไตยที่บางคนยกระดับว่าเป็น รัฐพันลึก ตัวจริง ที่แม้เศรษฐกิจไม่โต ประเทศมีปัญหา แต่ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นตลอดจากความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ค่าเช่าจากทรัพย์สินที่สะสมมา ผลตอบแทนจากการลงทุน และความใกล้ชิดที่มีกับวงในของอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

นี่คือสิ่งที่ชราธิปไตยได้จากสังคมไทย จึงมองการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงเป็นภัย เมื่อไม่เปลี่ยนแปลง การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานคงทําได้แค่นี้ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีอำนาจ ที่จะมองประโยชน์ต่อประเทศและสังคมมากกว่าที่คนรุ่นเก่ามองและทําสิ่งที่ดีกว่าทิ้งไว้

เขียนให้คิด

ดร. บัณฑิต นิจถาวร

ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ua4YzHkDbZlyXhQw6LWeB