เอเชียรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าคาด หลังรัฐเร่งช่วยครัวเรือนและหาแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ AI หนุนการส่งออก แต่ไทย-ฟิลิปปินส์ยังโตตามหลังภูมิภาค
วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 11.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจเอเชียตั้งแต่อินเดีย มาเลเซีย ไปจนถึงออสเตรเลีย สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายจากวิกฤตพลังงานและขยายตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาดในไตรมาสที่ผ่านมา หลังรัฐบาลหลายประเทศเร่งจัดหาแหล่งพลังงานและใช้มาตรการทางการคลังช่วยลดผลกระทบต่อครัวเรือน ขณะที่กระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกกลายเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาค
ข้อมูลที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้ พบว่า อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก มี GDP ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายนขยายตัว 7.8% สูงกว่าที่คาด ขณะที่มาเลเซียเติบโตเร่งขึ้นเป็น 6% และสิงคโปร์ขยายตัว 5.9% จนรัฐบาลปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี
แม้แต่ประเทศไทยก็สามารถหลีกเลี่ยงการหดตัวรายไตรมาสที่รุนแรงกว่าที่ตลาดกังวล แม้อัตราการเติบโตโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
เศรษฐกิจกลุ่มเทคโนโลยีของเอเชียยิ่งมีผลงานโดดเด่น จากความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI ที่พุ่งขึ้นและช่วยกระตุ้นการส่งออก โดยไต้หวันมีอัตราการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกสูงที่สุดในรอบประมาณ 50 ปี ขณะที่เกาหลีใต้ขยายตัวในอัตราแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563
ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเกินคาดกำลังทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของหลายประเทศในเอเชีย พร้อมทำให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางบางแห่งอาจจำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้น
Sonal Varma หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อินเดียและเอเชียนอกญี่ปุ่นของ Nomura ระบุว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเอเชียถือเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจในเชิงบวก เนื่องจากภูมิภาคมีความเสี่ยงสูงต่อราคาพลังงาน
Nomura คาดว่าไต้หวันและมาเลเซียอาจขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของอินเดียเปิดทางต่อความเป็นไปได้ที่ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น นอกจากนี้ Nomura ยังปรับคาดการณ์ให้ออสเตรเลียขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน หลัง GDP ไตรมาส 2 แข็งแกร่งกว่าคาด
ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เอเชียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อวิกฤตพลังงาน เนื่องจากหลายประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในระดับสูง
รัฐบาลทั่วภูมิภาคจึงเข้าสู่โหมดรับมือวิกฤต ตั้งคณะทำงานฉุกเฉิน เร่งจัดหาเชื้อเพลิง และเตือนประชาชนถึงความท้าทายจากสถานการณ์พลังงาน โดยมีทั้งการนำปิโตรเลียมสำรองออกมาใช้ ปรับเส้นทางจัดหาพลังงานจากตะวันออกกลาง และหันไปนำเข้าน้ำมันจากละตินอเมริกาและเอเชียกลางมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการพลังงานที่อ่อนแอลงของจีนมีส่วนช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาพลังงาน
Aninda Mitra หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคเอเชียของ BNY ระบุว่า หลายประเทศยังเพิ่มการใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น ถ่านหิน พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อจำกัดปัญหาการขาดแคลน หลังช่องแคบฮอร์มุซแทบไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางการค้าได้ตามปกติ
ในออสเตรเลีย ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเร่งให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยยอดซื้อ EV เพิ่มขึ้น 10.3% ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนมิถุนายน
นอกจากการจัดหาพลังงาน รัฐบาลในเอเชียยังใช้มาตรการทางการคลังเพื่อจำกัดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น สิงคโปร์เพิ่มมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจเกือบเท่าตัว ผ่านคูปองเงินสด เงินอุดหนุน และความช่วยเหลือด้านค่าเช่า ส่วนไทยปรับการใช้จ่ายภาครัฐและเตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะที่อินเดียออกมาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก มาตรการเหล่านี้ช่วยรักษาฐานะทางการเงินของครัวเรือน และป้องกันไม่ให้ความต้องการบริโภคในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง
อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจเอเชีย คือ กระแส AI ทั่วโลก ซึ่งเพิ่มความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเทคโนโลยีจากภูมิภาค
ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน โดยดัชนีหุ้นหลักของทั้งสองตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 35% และ 15% ตามลำดับในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
สกุลเงินของประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก AI ก็มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่า โดยเงินวอนเกาหลีใต้และหยวนจีนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่เงินเปโซฟิลิปปินส์และเงินบาทเคลื่อนไหวตามหลัง
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered ตั้งคำถามว่า แรงหนุนจาก AI จะสามารถดำเนินต่อไปได้นานเพียงใด โดยมองว่าความเสี่ยงสำคัญคือการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอีกระลอก หรือการปรับฐานของวัฏจักรการลงทุน AI
แม้ภาพรวมเอเชียจะแข็งแกร่งกว่าที่คาด แต่การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ยังมีการเติบโตที่ตามหลังประเทศอื่น เนื่องจากปัจจัยกดดันภายในประเทศมีน้ำหนักมากกว่าแรงส่งที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่ จีนเองก็เผชิญการชะลอตัว โดย GDP ไตรมาสล่าสุดขยายตัวต่ำกว่าคาดและอ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
ขณะเดียวกันการเทขายพันธบัตรทั่วโลกกำลังผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลให้สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขยายมาตรการอุดหนุนและมาตรการช่วยเหลือประชาชนมีต้นทุนแพงขึ้น รวมทั้งจำกัดพื้นที่ของธนาคารกลางในการรับมือหากเศรษฐกิจชะลอตัว
Lavanya Venkateswaran นักเศรษฐศาสตร์จาก OCBC ระบุว่า เส้นทางข้างหน้าของเอเชียยังไม่ราบรื่น เนื่องจากแรงกดดันด้านราคากำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ขณะที่ทิศทางเงินเฟ้อและการเติบโตแตกต่างกันอย่างมาก
ภาพรวมดังกล่าวทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางในเอเชียจะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ยังคงอยู่บนโต๊ะ แม้ภูมิภาคจะสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าที่เคยกังวลก็ตาม
อ้างอิง : www.bloomberg.com


