• Wed. Aug 26th, 2026

เศรษฐกิจรากหญ้า คนขายเพิ่ม คนซื้อรัดเข็มขัด ตลาดนัดซบเซา

เศรษฐกิจรากหญ้า-คนขายเพิ่ม-คนซื้อรัดเข็มขัด-ตลาดนัดซบเซาเศรษฐกิจรากหญ้า คนขายเพิ่ม คนซื้อรัดเข็มขัด ตลาดนัดซบเซา

เศรษฐกิจรากหญ้า คนขายเพิ่ม คนซื้อรัดเข็มขัด ตลาดซบเซา สะท้อนภาพ “กำลังซื้อฝ่อ” แบกต้นทุน หาเงินจ่ายค่าเช่า ส่องกลยุทธ์หนีตาย

ภาพบรรยากาศตามตลาดนัดทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ชวนอึดอัดที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจำนวนพ่อค้าแม่ค้าที่มาจับจองพื้นที่ตั้งแผงกลับสวนทางกับจำนวนคนเดินซื้อที่บางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพของพ่อค้าแม่ค้านั่งมองหน้ากันเอง หรือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถฆ่าเวลา กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับฐานรากที่สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหากำลังซื้อฝ่ออย่างรุนแรง และกำลังติดอยู่ในกับดักเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน

สะท้อนภาพจริง ผลกระทบสองด้านเมื่อ คนซื้อรัดเข็มขัด และ คนขายแบกต้นทุน

ความเงียบเหงาของตลาดนัดไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ค้าขายในระดับฐานราก

เสียงสะท้อนจากฝั่ง คนซื้อ ผู้บริโภค ฝั่งผู้บริโภคต้องเผชิญกับสภาวะ “รายได้คงที่ แต่รายจ่ายเติบโต” ภาระค่าใช้จ่ายประจำทั้งค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า และการชำระหนี้สิน ทำให้พฤติกรรมเดินตลาดนัดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเดินเที่ยวเพื่อความบันเทิง ซื้อของกินเล่น ของใช้กระจุกกระจิกตามใจชอบ ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาเป็น การวางแผนซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็น คำนวณเงินในกระเป๋าอย่างละเอียดก่อนออกจากบ้าน ตัดสินใจช้าลง และเลือกซื้อเฉพาะของกินมื้อหลักในปริมาณที่พอดีกินเพื่อไม่ให้เหลือทิ้ง


เสียงสะท้อนจากฝั่ง คนขาย พ่อค้าแม่ค้า ฝั่งผู้ขายต้องแบกรับศึกสองด้าน ด้านหนึ่งคือ “ค่าเช่าแผงและต้นทุนวัตถุดิบ” ที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่อีกด้านคือ ยอดขายที่ลดลงเกินครึ่ง หลายรายระบุว่าสินค้าประเภทของสดและของกินเตรียมไว้เท่าเดิมแต่ขายไม่หมด จนกลายเป็นขาดทุนสะสม บางรายจำใจต้องตัดใจทิ้งแผงเนื่องจากรายได้ต่อวันไม่คุ้มค่าเดินทางและค่าเช่าแผง สะท้อนภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักในระดับรากหญ้า


ทำไม คนขาย เพิ่มขึ้น แต่ คนซื้อกลับหายไป? วิเคราะห์พฤติกรรมและสภาวะตลาด พบ 3 ปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างหนัก

ภาระหนี้รัดตัว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยยังคงพุ่งสูงทรงตัว ส่งผลให้รายได้ในแต่ละเดือนของประชาชนส่วนใหญ่หมดไปกับการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ชำระบัตรเครดิต หรือดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ “เงินสดหมุนเวียน” ในชีวิตประจำวันจึงลดลงอย่างหนัก


สภาวะจำใจมาเป็นผู้ขาย เมื่อถูกลดชั่วโมงทำงาน ถูกเลิกจ้าง หรือรายได้จากงานประจำไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น คนจำนวนมากจึงจำใจหันมาจับธุรกิจรากหญ้า ทำอาหารขาย หรือนำของมาตั้งแผงตลาดนัดเป็นอาชีพเสริม ส่งผลให้ฝั่งผู้ขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการแข่งขันกันเองในพื้นที่เดิม สวนทางกับฝั่งผู้ซื้อ ที่หดตัวลง


ศึกสองด้านจากออนไลน์และสินค้านำเข้า พฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ ของใช้ เสื้อผ้า และของกระจุกกระจิกถูกแย่งกำลังซื้อด้วยสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีนราคาถูกที่ส่งตรงถึงหน้าบ้านด้วยระบบขนส่งที่รวดเร็ว ทำให้ตลาดนัดแบบเดิมเสียเปรียบทั้งเรื่องราคาและความสะดวกสบาย


ข้อมูลจากรายงานสถิติหนี้ครัวเรือนและดรรชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ระบุว่า สภาพคล่องของลูกค้าระดับฐานรากชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีการสะพัดของเงินสดในระบบตลาดสดและตลาดนัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ต้นตอที่แท้จริง ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 4 มิติ

ภาวะตลาดนัดเงียบเหงาไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วคราวตามฤดูกาล แต่เป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศใน 4 มิติสำคัญ

  1. การเติบโตของ GDP ต่ำเรื้อรัง เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยต่ำต่อปีต่อเนื่องหลายปี ซึ่งเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกระจายลงมาไม่ถึงระดับรากหญ้า


  2. ความเหลื่อมล้ำสูง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยเป็นลักษณะ K-Shaped โดยกลุ่มทุนใหญ่ ผู้ประกอบการส่งออก และผู้มีรายได้สูงยังคงมีกำลังจ่าย แต่กลุ่มชนชั้นกลางและล่าง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของตลาดนัด กลับมีรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น


  3. สินค้าต่างประเทศทุ่มตลาด สินค้าพรีเมียมราคาต่ำและสินค้าราคาถูกทะลักเข้าไทยผ่านช่องทางออนไลน์และคลังสินค้าในประเทศ ตัดราคาผู้ผลิตและแม่ค้ารายย่อยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตจำนวนมาก

  4. สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ สัดส่วนประชากรวัยทำงานที่เป็นกำลังซื้อหลักลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุมักมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายสูง ชะลอการบริโภค และมุ่งเน้นการออมมากกว่าคนรุ่นใหม่


ทางรอดพ่อค้าแม่ค้า กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อหดตัว

ท่ามกลางวิกฤตนี้ การนั่งรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาหน้าแผงแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความอยู่รอด

ปรับขนาดและราคาให้ซื้อง่าย ซอยสินค้าราคาต่อชิ้นให้ต่ำลง เช่น ปรับบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลงในราคา 20–35 บาท เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจ่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องคิดนาน และตรงกับงบประมาณในกระเป๋าของลูกค้ารายวัน


เน้นขายความคุ้มค่าและจำเป็น ปรับเปลี่ยนสินค้าในร้าน เน้นกลุ่มของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน (Essentials) ที่คนจำเป็นต้องซื้อซ้ำ เช่น อาหารจานเดียว วัตถุดิบทำอาหาร พร้อมชูจุดเด่นเรื่องความสดใหม่ ความสะอาด และความคุ้มค่ามากกว่าสินค้าตามกระแส


ขายแบบผสมผสาน อย่าพึ่งพาแค่หน้าร้านตลาดนัด สร้างกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ผ่าน Facebook Group ชุมชน/หมู่บ้าน/คอนโด และเพิ่มบริการจัดส่งฟรีในระยะสั้น หรือเปิดรับออเดอร์ล่วงหน้า (Pre-order) เพื่อให้ทราบจำนวนความต้องการที่แท้จริง ลดความเสี่ยงสินค้าค้างสต็อก


บริหารเงินสดและคุมสต็อกเข้มงวด ใช้ระบบสั่งของแบบไม่กักตุนสต็อกจำนวนมาก บริหารเงินสดหมุนเวียนวันต่อวันให้คล่องตัวที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงการขาดสภาพคล่อง


ปรากฏการณ์ตลาดนัดซบเซาในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของพ่อค้าแม่ค้าเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นสัญญาณเตือนและกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนถึงเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังต้องการการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ก่อนที่กำลังซื้อระดับฐานรากจะทรุดหนักไปกว่านี้

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2955241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BUpfw9h2_2x2zQF_4C2vg