
สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/69 ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยตัวเลขระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้ตลาดทุน แต่ยังเติบโตสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ และสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมาก (ประมินไว้ที่ 1.7%)
จากตัวเลขดังกล่าวกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อนโยบายการเงิน รวมถึงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศของญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 มีปัจจัยขับเคลื่อน 3 ส่วนหลัก เริ่มจาก “การบริโภคภาคเอกชน” มีสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น ไตรมาส 1/69 มีการขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า ดีกว่าที่คาดไว้ 0.1% ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการอุดหนุนค่าสาธารณูปโภคและพลังงานจากทางภาครัฐ ประกอบกับผลสำเร็จของการเจรจาค่าจ้างประจำปีที่ทำให้อัตราค่าจ้างที่แท้จริง ขยับตัวสูงขึ้นจนเริ่มแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ประชาชนเริ่มกลับมามีกำลังซื้ออีกครั้ง
ส่วน “ภาคการส่งออก” ฟื้นตัวขึ้นชัดเจนจากการค้ากับประเทศจีนและ “ภาคการลงทุนของภาคเอกชน” แม้ภาพรวมชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.3% แต่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยังเดินหน้าลงทุนระบบ AI และโครงสร้างดิจิทัล เนื่องจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงทั่วโลก
อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ออกมาดีมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ เพราะผลลัพธ์จาก GDP ที่แข็งแกร่ง กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยเปิดทางให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถอ้างความชอบธรรมในการเดินหน้าปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเริ่มออกมาคาดการณ์ว่าเราอาจได้เห็นการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เร็วขึ้น และอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภาย มิ.ย.-ก.ค.69 โดยไม่ต้องรอตัวเลขรอบถัดไป เพราะเศรษฐกิจพิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นและแกร่งพอที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจ คือ หลังจากตัวเลขนี้ประกาศออกมา ค่าเงินเยนกลับไม่ได้แข็งค่าขึ้นตาม แต่กลับอ่อนค่าลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลปัจจัยระยะยาว
ปัจจัยเสี่ยงใหญ่สุดเวลานี้ คือ ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามอิหร่าน แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1/69 จะออกมาดี แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนในช่วงก่อนสงคราม เมื่อสงครามปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบจึงเริ่มส่งผ่านมายังห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว “ญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด กำลังเผชิญหน้ากับต้นทุนสูงอีกครั้ง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมในประเทศเริ่มขาดแคลนสาร “แนฟทา” สารตั้งต้นสำคัญในการผลิต ทำให้เกิดความกังวลว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการผลิตไตรมาสถัดไปอาจหดตัวลง
มิติทางการเมือง นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเข้าช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนกับการรักษาเสถียรภาพการคลัง ก่อนหน้านี้ “ทาคาอิจิ” มีแนวคิดสนับสนุนการอัดฉีดงบประมาณและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่การเปลี่ยนท่าทีไปมาเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุนสร้างความไม่แน่นอนให้แก่นักลงทุน
ทำให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแผนการคลัง จากเดิมเน้นแจกเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว หันมาเน้นการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแทน เช่น การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับเม็ดเงินลงทุน AI ของภาคเอกชน กลยุทธ์นี้น่าจะเป็นทางออกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าระยะยาว
“เศรษฐกิจญี่ปุ่น” ห้วงเวลานี้ เปรียบดั่งรถยนต์ที่เครื่องยนต์หลักเริ่มสตาร์ทติดและมีแรงส่งจากนวัตกรรมยุคใหม่อย่าง AI รวมถึงการฟื้นตัวของค่าจ้างภายในประเทศ แต่ขณะเดียวกันรถคันนี้กำลังเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามรอบด้าน ทั้งจากแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น และวิกฤตพลังงานโลกที่ยังไม่นิ่ง หลังจากนี้ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่าการตัดสินใจของ BOJ และรัฐบาลของทาคาอิจิ จะนำพาประเทศฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์และรักษาโมเมนตัมการเติบโตนี้ไว้อย่างไร..!?
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/833095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iTg7jiRTkv9Pzk1Aez4JI

