เนื้อข่าว
เวียดนามกำลังเร่งผลักดันการลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบรางมูลค่ามหาศาล ควบคู่กับการวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศในด้านการผลิต วิศวกรรม เทคโนโลยี และการบำรุงรักษา ตลอดจนพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมระบบรางได้อย่างครบวงจร พร้อมลดการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

โครงการสำคัญภายใต้แผนการพัฒนาดังกล่าว ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ–ใต้ ระยะทาง 1,541 กิโลเมตร ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นมากกว่า 1,700 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 67,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ออกแบบให้รองรับความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2570 และคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นส่วนใหญ่ภายในปี 2578 นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ตลอดจนเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับระบบรางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเหล็กและวัสดุก่อสร้าง รถจักรและตู้รถไฟ ระบบอาณัติสัญญาณ อุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนบริการด้านเทคนิคและวิศวกรรมเฉพาะทาง
ข้อมูลประมาณการของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ตลาดสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับระบบรางในเวียดนามอาจมีมูลค่ารวมมากกว่า 2,300 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2593 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่มูลค่า ทั้งการผลิตเหล็กและวัสดุอุตสาหกรรม การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องกล ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการให้บริการด้านวิศวกรรมและการบำรุงรักษา ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงมุ่งใช้ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาผู้ผลิตและผู้จัดหาสินค้าภายในประเทศ พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตและเทคโนโลยี เพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมระบบรางที่สามารถรองรับความต้องการภายในประเทศและต่อยอดสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต
ในส่วนของการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบาย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นาย Pham Gia Tuc รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ลงนามในเอกสารสั่งการให้ดำเนินการเตรียมการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น สำหรับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรองรับกิจกรรมการผลิต การประกอบ การซ่อมแซม และการทดสอบอุปกรณ์ระบบราง ตลอดจนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง ทั้งนี้ นาย Le Van Duong อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และวัสดุก่อสร้าง กระทรวงการก่อสร้างเวียดนาม เห็นว่า ภาคธุรกิจควรเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตภายในประเทศ และการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถรองรับความต้องการของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเวียดนามบางรายเริ่มลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางแล้ว โดยบริษัท Hoa Phat Group ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ ได้ลงทุนมากกว่า 10 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการก่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กรางรถไฟและเหล็กชนิดพิเศษ ภายในเขตเศรษฐกิจหยุงกวัต (Dung Quất Economic Zone) ซึ่งมีกำลังการผลิตตามการออกแบบ 700,000 ตันต่อปี ขณะที่บริษัท THACO อยู่ระหว่างพัฒนาศักยภาพการผลิตรถจักรและตู้รถไฟภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับบริษัท Hyundai Rotem จากเกาหลีใต้ โดยครอบคลุมการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับรถจักรและยานพาหนะทางรางจำนวน 162 หน่วย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระบบรางและวิศวกรรมเครื่องกลทั่วไป บนพื้นที่ 320 เฮกตาร์ ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตและพัฒนาขีดความสามารถด้านวิศวกรรมของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องของโครงการลงทุนและความชัดเจนด้านนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนในการลงทุนระยะยาว นาย Le Dang Khoa ผู้อำนวยการใหญ่บริษัท Pontech ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบโครงสร้างสำหรับระบบรางและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ให้ความเห็นว่า เวียดนามมีโอกาสพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ครอบคลุมทั้งการผลิตอุปกรณ์และบริการด้านวิศวกรรม แต่ปัจจัยสำคัญมิได้อยู่ที่มูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการมีแผนดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภายในประเทศสามารถสะสมประสบการณ์ พัฒนาความเชี่ยวชาญ และยกระดับขีดความสามารถในการผลิตได้อย่างเป็นขั้นตอน ดังนั้น นโยบายและกลไกสนับสนุนของภาครัฐจึงควรได้รับการแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน พร้อมกำหนดขอบเขตงาน และโอกาสในการเข้าร่วมดำเนินงานของผู้ประกอบการในแต่ละโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านเครื่องจักร สายการผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง
ขณะเดียวกัน นาย Duong Nhu Hung คณบดีคณะการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนครโฮจิมินห์ (HCM City University of Technology) เตือนว่า เวียดนามไม่ควรเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนและประสิทธิภาพ แต่ควรให้ความสำคัญกับสาขาการผลิตที่ผู้ประกอบการภายในประเทศมีศักยภาพในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยหลีกเลี่ยงการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างเข้มงวดกับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือมีต้นทุนที่แข่งขันได้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นไปอย่างสอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง ลดความเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินความจำเป็น และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญในสาขาที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างเหมาะสม
นอกเหนือจากการพัฒนาฐานการผลิตแล้ว การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรถือเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญ เนื่องจากโครงการพัฒนาระบบรางของเวียดนามจำเป็นต้องใช้แรงงานและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก โดยกระทรวงการก่อสร้างเวียดนามประเมินว่า เฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ–ใต้จะต้องใช้บุคลากรรวมประมาณ 254,400 คน ภายในปี 2578 ในจำนวนนี้เป็นความต้องการบุคลากรประมาณ 73,600 คน ในช่วงปี 2568–2573 ขณะที่ประเทศจำเป็นต้องฝึกอบรมบุคลากรใหม่อย่างน้อย 35,000 คน ในช่วงปี 2568–2573 และอีก 70,000 คน ในช่วงปี 2574–2578 ควบคู่กับการยกระดับทักษะและปรับทักษะของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมระบบรางอยู่แล้ว โดยความต้องการบุคลากรจะครอบคลุมตั้งแต่ แรงงานก่อสร้าง วิศวกรโยธาและวิศวกรปฐพี ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ผู้เชี่ยวชาญระบบอาณัติสัญญาณ วิศวกรด้านรถจักรและตู้รถไฟ ช่างเทคนิคบำรุงรักษา ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลระบบราง
ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าวแล้ว โดยมหาวิทยาลัยคมนาคมขนส่งนครโฮจิมินห์ (HCM City University of Transport) ได้รับนักศึกษาเข้าศึกษาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับรถไฟความเร็วสูงและระบบรถไฟฟ้าในเขตเมืองมากกว่า 400 คน พร้อมพัฒนาหลักสูตร Second-Degree Programme สำหรับนักศึกษาจำนวน 40 คน ตามความต้องการของภาคธุรกิจ ขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการขนส่ง (University of Transport Technology) ได้ฝึกอบรมนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับรถไฟความเร็วสูงแล้วจำนวน 76 คน ส่วนสำนักงานการรถไฟเวียดนามได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 180 คน ผ่านความร่วมมือกับสถาบันด้านระบบรางในประเทศจีน และดำเนินความร่วมมือกับองค์การรถไฟเกาหลีเพื่อพัฒนาบุคลากรเพิ่มเติม ทั้งนี้ นาย Bjorn Koslowski จากหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมันในเวียดนาม เน้นย้ำว่า การวางแผนพัฒนากำลังคนควรเริ่มตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ โดยเฉพาะการเตรียมวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา เพื่อให้มีจำนวนและทักษะเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ในด้านเงินทุน นาย Nguyen Tien Thinh รองผู้อำนวยการสำนักงานการรถไฟเวียดนาม ประเมินว่า เวียดนามจำเป็นต้องระดมเงินทุนสำหรับภาคอุตสาหกรรมระบบรางประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในช่วง 10 ปีข้างหน้า แม้ว่างบประมาณภาครัฐจะยังคงเป็นแหล่งเงินทุนหลัก แต่จำเป็นต้องระดมทรัพยากรเพิ่มเติมจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น นักลงทุนภาคเอกชน และหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรองรับภาระการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดกลไกพิเศษเพื่อเร่งรัดโครงการระบบราง ดึงดูดการลงทุน และสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรผ่านกฎหมายว่าด้วยการรถไฟฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งวางกรอบนโยบายเกี่ยวกับการวางแผน การจัดหาที่ดิน การคัดเลือกผู้ลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับอุปสงค์และโอกาสทางธุรกิจภายหลังการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ระยะแรก โดยเฉพาะการจัดให้มีคำสั่งซื้อจัดหาอุปกรณ์และกลไกสนับสนุนตลาดที่มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทลงทุนในเครื่องจักร สายการผลิต และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างมั่นใจ
นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานและการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของระบบรางในระยะยาว โดยเวียดนามควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทางเลือกด้านเทคโนโลยี และการกำหนดข้อกำหนดทางเทคนิคที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันของระบบและอุปกรณ์จากผู้ผลิตต่างราย รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาต่อยอดได้เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการผูกติดกับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง ขณะที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการกำหนดแนวทางแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจควรได้รับการพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นของโครงการ เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงเกินกว่าประมาณการ ความล่าช้า และความไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้น สัญญากับหุ้นส่วนต่างประเทศควรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรมบุคลากรอย่างชัดเจน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภายในประเทศมีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ รวมถึงการให้บริการบำรุงรักษาและซ่อมแซมระบบราง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ
ความสำเร็จของยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของเวียดนามมิได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในการก่อสร้างทางรถไฟหรือความเร็วในการให้บริการเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงความสามารถในการใช้ประโยชน์จากการลงทุนเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างเป็นระบบทั้งด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ การพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง และการส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศให้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง หากเวียดนามสามารถเชื่อมโยงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม การวิจัยและพัฒนา และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบรางครั้งนี้จะไม่เพียงช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมภายในประเทศในระยะยาวอีกด้วย
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การเร่งลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบรางของเวียดนามนับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจ ท่าเรือ สนามบิน นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งจะเอื้อต่อการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าในเขตเมือง และเส้นทางเชื่อมโยงภูมิภาค จะกระตุ้นความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมระบบรางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็กและชิ้นส่วนระบบราง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ เทคโนโลยีควบคุมการเดินรถ ไปจนถึงบริการด้านวิศวกรรมและการบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพได้ก็ต่อเมื่อเวียดนามสามารถเปลี่ยนความต้องการจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้เป็นโอกาสในการพัฒนาฐานการผลิต เทคโนโลยี และผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและผู้รับเหมาจากต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และยกระดับบทบาทของอุตสาหกรรมระบบรางในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก
ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรมรถไฟของเวียดนามจะมีพัฒนาการดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทั้งด้านโครงข่าย การให้บริการ และการลงทุน โดยในการกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสครบรอบ 145 ปีการรถไฟเวียดนาม เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 นาย Phạm Gia Túc รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้กล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานในช่วงปี 2564–2569 ซึ่งสามารถฟื้นฟูกิจการจากภาวะขาดทุนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลับมามีกำไรได้ พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพชีวิตของแรงงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ดี ระบบรถไฟของประเทศยังมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ เส้นทางรถไฟสายเหนือ–ใต้ที่ยังเป็นทางเดี่ยวและใช้รางขนาด 1 เมตร สัดส่วนการขนส่งทางรถไฟที่อยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.12 ของการขนส่งผู้โดยสาร และร้อยละ 0.18 ของการขนส่งสินค้า ขณะที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3–5 ของงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งหมด และงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การพัฒนาระบบรางจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการขยายเส้นทางหรือเพิ่มจำนวนโครงการลงทุน แต่ต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ คุณภาพการให้บริการ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถทางเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อให้ระบบรางสามารถรองรับความต้องการเดินทางและขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม การจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมระบบราง (Railway Industrial Complex) ตามแนวทางที่รัฐบาลเวียดนามกำลังผลักดัน จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการสร้างฐานการผลิตภายในประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนและความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตและจัดหาวัตถุดิบกับชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการในประเทศ แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเวียดนามเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานระบบรางได้กว้างขวางขึ้น ตั้งแต่การผลิตเหล็กและวัสดุเฉพาะทาง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบ การผลิตและประกอบรถจักรและตู้รถไฟ ไปจนถึงบริการด้านวิศวกรรม การทดสอบ และการบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการผลิตภายในประเทศจำเป็นต้องคำนึงถึงมาตรฐานทางเทคนิค คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพด้านต้นทุนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศสามารถตอบสนองข้อกำหนดของโครงการรถไฟสมัยใหม่และแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ ทั้งนี้ การกำหนดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศควรพิจารณาความพร้อมของผู้ผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการกำหนดมาตรการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว มิใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์มาใช้ในโครงการเท่านั้น
นอกจากนี้ ความซับซ้อนของโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าในเขตเมือง และเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค จะทำให้เวียดนามต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการสำรวจและออกแบบ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบราง ระบบอาณัติสัญญาณและควบคุมการเดินรถ ตลอดจนการบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบตลอดอายุการใช้งาน เนื่องจากระบบรถไฟมีอายุการใช้งานยาวนาน การกำหนดมาตรฐานและเลือกใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนและเตรียมโครงการจึงมีผลโดยตรงต่อต้นทุนตลอดอายุโครงการ ความสะดวกในการซ่อมบำรุง ความปลอดภัย และความสามารถในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายอื่นในอนาคต เวียดนามจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคที่รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ และหลีกเลี่ยงการผูกติดกับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกในการจัดซื้อจัดจ้างและเพิ่มภาระต้นทุนในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง ทั้งวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญระบบราง ช่างเทคนิค และผู้ให้บริการด้านวิศวกรรม ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมากและความต่อเนื่องในการดำเนินโครงการ รัฐบาลเวียดนามจึงควรจัดทำแผนการลงทุนและกรอบการจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการจัดสรรความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องตัดสินใจลงทุนในโรงงาน เครื่องจักร เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรล่วงหน้า อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการดำเนินโครงการและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเกินกว่าที่ประมาณการไว้
ในภาพรวม ความสำเร็จของการลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบรางของเวียดนามจึงไม่ควรวัดจากมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินจากความสามารถในการสร้างอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศที่มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ ทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี วิศวกรรม และการบำรุงรักษา ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว ทั้งนี้ หากเวียดนามสามารถกำหนดแผนการลงทุนที่ต่อเนื่อง มีกรอบนโยบายและมาตรฐานทางเทคนิคที่ชัดเจน ตลอดจนสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเปลี่ยนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของอุตสาหกรรมระบบรางดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเวียดนามผ่านการจัดหาวัสดุก่อสร้าง เหล็กและชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบควบคุมและอาณัติสัญญาณ ตลอดจนบริการด้านวิศวกรรม การออกแบบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดทางเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัย เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง และหลักเกณฑ์ด้านแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างรอบคอบ พร้อมพิจารณาสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการเวียดนามหรือผู้ผลิตเทคโนโลยีระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าร่วมโครงการและพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน คุณภาพ ต้นทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดเวียดนาม
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การเร่งลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบรางและอุตสาหกรรมระบบรางของเวียดนามจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหล็กและวัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องกล อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอาณัติสัญญาณ ตลอดจนบริการด้านวิศวกรรมและการบำรุงรักษา ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสามารถขยายตลาดส่งออกและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโครงการระบบรางในเวียดนามได้ อย่างไรก็ตาม การที่เวียดนามมุ่งส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ อาจทำให้การแข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่นและผู้ประกอบการต่างชาติเข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าซึ่งเวียดนามมีศักยภาพพัฒนาฐานการผลิตเอง นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคและเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้น อาจเพิ่มข้อกำหนดและต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดสำหรับผู้ส่งออกและผู้ให้บริการจากต่างประเทศ
ผู้ประกอบการควรติดตามแผนการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้าง และหลักเกณฑ์ทางเทคนิคของโครงการระบบรางในเวียดนามอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินศักยภาพสินค้าและบริการของตนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่มีเทคโนโลยีเฉพาะทาง คุณภาพสูง และมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัย การรับรองทางเทคนิค และเอกสารแสดงแหล่งกำเนิดสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ควรพิจารณาสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการเวียดนามในรูปแบบการร่วมทุน การเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วน หรือการให้บริการด้านวิศวกรรมและบำรุงรักษา รวมถึงใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกับผู้ผลิตเทคโนโลยีระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนและความต่อเนื่องของโครงการ เนื่องจากธุรกิจระบบรางต้องใช้เงินทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนค่อนข้างยาว
การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของเวียดนามเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและวัสดุที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนต่อยอดการให้บริการด้านการออกแบบ ติดตั้ง ทดสอบระบบ ซ่อมบำรุง และฝึกอบรมบุคลากร โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม อุปกรณ์เครื่องกล และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสมัยใหม่ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไทยสามารถพิจารณาพัฒนาความร่วมมือกับผู้ประกอบการเวียดนามเพื่อจัดตั้งฐานการผลิตหรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงโครงการลงทุนและลดข้อจำกัดด้านการเข้าสู่ตลาดในระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย การขยายตัวของตลาดเวียดนามยังเป็นโอกาสในการกระจายตลาดส่งออกและยกระดับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยควรมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และบริการหลังการขาย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศของเวียดนามที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gpgpmopxh12ynbyngj7s8247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hlqkcahhwwqZYtgPW_E_k

