ทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน โครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส หรือมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ เสียงถกเถียงก็มักเกิดขึ้นทันที บางคนมองว่าเป็นการใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาล ขณะที่อีกหลายคนเห็นว่า อย่างน้อยก็ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่
คำถามคือ…การแจกเงินช่วยเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ หากมองในหลักเศรษฐศาสตร์ คำตอบคือ ‘ได้’ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อธิบายว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ภาครัฐสามารถใช้นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ผ่านการใช้จ่ายหรือมาตรการช่วยเหลือประชาชน เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนและภาคธุรกิจกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น
เหตุผลไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการใช้จ่ายของคนหนึ่ง คือรายได้ของอีกคนหนึ่ง
ลองนึกภาพว่า หากประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แล้วนำไปซื้อของที่ร้านโชห่วย ร้านค้าจะมีรายได้เพิ่ม จากนั้นร้านค้าก็นำเงินไปซื้อสินค้าจากผู้ผลิต จ่ายค่าแรงพนักงาน หรือชำระหนี้กับผู้ค้าส่ง เงินก้อนเดิมจึงหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์เรียกกระบวนการนี้ว่า Multiplier Effect หรือ ผลคูณทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง เงินหนึ่งบาทอาจสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากกว่าหนึ่งบาท หากเกิดการใช้จ่ายต่อเนื่อง
ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อธิบายในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการทางการคลังสามารถช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของภาคเอกชนอ่อนแรง โดยเฉพาะเมื่อประชาชนลดการใช้จ่ายและภาคธุรกิจชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายลักษณะนี้ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกครั้ง
หากประชาชนได้รับเงินแล้วเลือกเก็บออม เพราะกังวลเรื่องรายได้ในอนาคต หรือมีภาระหนี้สินสูง เงินก็จะหมุนเวียนในระบบน้อยกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้แรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจลดลง
ด้วยเหตุนี้ IMF จึงเสนอว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรเป็น Targeted Fiscal Policy หรือการช่วยเหลือแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะกลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ มักนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายทันที ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้รวดเร็วกว่า
อีกประเด็นที่หลายคนอาจไม่เคยสังเกตคือ เหตุใดรัฐบาลจึงกำหนดเงื่อนไขการใช้เงิน เช่น ใช้ได้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ใช้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือใช้เฉพาะบางพื้นที่ คำตอบคือ รัฐต้องการให้เงินถูกนำไปใช้จริง ไม่ใช่เก็บไว้ในบัญชี เพราะยิ่งเงินหมุนเร็ว ผลต่อเศรษฐกิจก็ยิ่งเกิดเร็ว
แต่แม้มาตรการแจกเงินจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น หน่วยงานเศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศต่างเห็นตรงกันว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพของภาคธุรกิจ และการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การแจกเงินเปรียบเสมือนยาเร่ง ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ใช่เครื่องยนต์หลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว
ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าควรแจกเงินหรือไม่ แต่คือ แจกอย่างไรให้เงินทุกบาทสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด
แหล่งอ้างอิง
- International Monetary Fund (IMF)
- ธนาคารแห่งประเทศไทย
- รัฐสภาไทย. เอกสารวิชาการ ตัวคูณทางการคลัง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-money-stimulate-spending&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mne3Do_HXVBq6io3MxP41

