นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยแนวคิดเกี่ยวกับภารกิจของ ธปท. ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ธปท. ยังคงมีภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ Core Mandate ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม นายวิทัย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพราคาและระบบการเงินของไทยในปัจจุบันลดลงอย่างมากโดยก่อนเกิดสงคราม อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจนติดลบ ขณะที่ภาคธนาคารมีผลประกอบการและเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง และอาจอยู่ในระดับสูงมากเกินไปด้วยซ้ำ
ขณะที่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกลับอยู่ที่ อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงต่อเนื่อง จากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน
นายวิทัย มองว่า หากภาคส่วนต่าง ๆ มุ่งเพียงวิเคราะห์ปัญหาหรือวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่ลงมือแก้ไข เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตช้าลงต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนลดลงจนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ซึ่งจะย้อนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในที่สุด
“จะมีประโยชน์อะไร หาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจกลับแย่ลงเรื่อย ๆ ธุรกิจปิดตัว และมีประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลง”
ธปท.เดินหน้า 4 ภารกิจ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน
นิกจากนี้ ยังย้ำว่า ภารกิจหลักของ ธปท. ยังคงเป็น “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” เช่นเดิม แต่จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและโลกในปัจจุบัน ธปท.จำเป็นต้องปรับแนวทางการทำงาน โดยมุ่งลงมือแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน
โดยกำหนดประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
2. Financial Inclusion เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
3. สร้างความเป็นธรรมด้านต้นทุนบริการทางการเงิน สำหรับประชาชนรายย่อยและ SMEs ทั้งในด้านค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ย
4. ป้องกันการใช้ช่องทางทางการเงินเป็นช่องทางสนับสนุนทุนเทาและการทุจริตคอร์รัปชัน
นายวิทัย ระบุว่า ทั้ง 4 ประเด็นอยู่ภายใต้ขอบเขตหน้าที่ของ ธปท. ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ และที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินงานในทั้ง 4 ด้านอยู่แล้วในระดับหนึ่ง
เตรียมกำกับ Non-bank ทั้ง Lending และ Payment มากขึ้น
สำหรับแนวทางจากนี้ ธปท.จะเพิ่มการกำกับดูแล Non-bank ทั้งในด้านธุรกิจสินเชื่อ (Lending) และระบบการชำระเงิน (Payment) มากขึ้น เนื่องจากเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนอาจถูกเอาเปรียบ รวมถึงความเสี่ยงที่ช่องทางทางการเงินอาจถูกใช้เป็นทางผ่านของธุรกรรมที่ไม่ปกติเพิ่มขึ้น
นายวิทัย ระบุด้วยว่า เมื่อรูปแบบความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไป ธปท.ก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม หากไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน อาจทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้การไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นแนวทางที่ง่ายและสะดวกกว่า
ขณะเดียวกันมองว่า ธปท.เป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวร่วมกันได้ และมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีพลังในการทำงาน และมีความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง
นายวิทัย ทิ้งท้ายว่า ไม่ควรยึดติดกับแนวทางการทำงานแบบเดิมที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือสร้างภาพ แต่ควรมุ่งเน้นการ “ลงมือทำจริง” เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HPAMkJ3mKqrGEv4rOYkKG

