โลกเรากำลังจมอยู่ใต้กองพลาสติก(ขยะพลาสติก)กว่า 460 ล้านตันในทุกๆ ปี ตัวเลขนี้คงไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความจริงที่ว่า ราว 19 ล้านตันของจำนวนดังกล่าว เล็ดลอดออกไปสร้างหายนะในสิ่งแวดล้อม ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ซ้ำเติมวิกฤติเรือนกระจก และย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพของพวกเราเอง และหากยังปล่อยให้เทรนด์นี้ดำเนินต่อไป ภายในปี พ.ศ. 2603 การใช้พลาสติกทั่วโลกอาจพุ่งทะยานขึ้นถึง 3 เท่าตัว
เสียงสะท้อนจากเวทีระดับโลก ตั้งแต่การประชุม London Climate Action Week ไปจนถึงความพยายามผลักดันสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastics Treaty) ต่างเห็นพ้องตรงกันว่า การรับมือกับเรื่องนี้จะใช้แค่มาตรการ “ค่อยเป็นค่อยไป” อีกต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ต้องเป็นการ “พลิกโฉมหน้าโครงสร้างครั้งใหญ่”
มากกว่าแค่เรื่องขยะ แต่มันคือ “ความล้มเหลวเชิงระบบ”
ถ้าเรายังมองปัญหาพลาสติกเป็นแค่เรื่อง “ขยะปลายทาง” เราจะแก้ไม่แก้ไม่ถูกจุด ปัญหาที่แท้จริงคือความไร้ประสิทธิภาพตลอดทั้งวงจรวัสดุ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงกระบวนการเก็บกลับมาใช้ใหม่ การมองข้ามมิติทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เราสูญเสียมูลค่าทางวัสดุ เกิดต้นทุนระบบที่สูงลิ่ว และสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งตัวเลขความเสียหายจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่หลุดลอยไปนี้ สูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลล่าห์สหรัฐ เลยทีเดียว
แม้การเจรจาในสนธิสัญญาพลาสติกโลกจะยังยืดเยื้อมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2668 แต่สิ่งนี้กลับกลายเป็นโอกาสให้เราหันมาพิจารณา “สิ่งที่ทำได้จริงและเวิร์กแล้วในปัจจุบัน” หลายภูมิภาคทั่วโลกกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การลงมือทำจริงในระดับชาตินั้นสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับเวทีโลกได้
นวัตกรรมไม่ใช่ปัญหา แต่ “ความร่วมมือ” ต่างหากคือกุญแจ
ข่าวดีคือ เราไม่ได้ขาดแคลนเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม หลายประเทศลุกขึ้นมาปรับปรุงระบบจัดเก็บ ขยายโครงสร้างพื้นฐานรีไซเคิล และดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อความยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทวีปแอฟริกา ที่เคยติดล็อกปัญหาการไม่มีมาตรฐานกลางรีไซเคิลพลาสติกสัมผัสอาหาร (rPET) จนทุนไม่กล้าเข้า แต่ปัจจุบันหน่วยงานหลักอย่าง ARSO, ACEA และ UNEP ได้ร่วมมือกันคลอด “มาตรฐาน rPET องศาใหม่สำหรับแอฟริกา” สำเร็จ ช่วยปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนและการค้าภายในภูมิภาคได้สำเร็จ
ขณะที่ฟิลิปปินส์ ประเทศที่ต้องเผชิญกับขยะซองพลาสติกยืดหยุ่นกว่า 163 ล้านชิ้นต่อวัน และสูญเสียมูลค่ารีไซเคิลถึง 890 ล้านดอลล่าห์ สหรัฐ ต่อปี ก็ได้ตั้งกลุ่มทำงานพลาสติกขึ้นมาบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม เพื่อผลักดันเทคโนโลยีรีไซเคิลครบวงจร
ไม่เว้นแม้แต่ในเครือข่าย Global Plastic Action Partnership (GPAP) ของ World Economic Forum ที่มี 25 ประเทศร่วมวงพัฒนาแผนปฏิบัติการ (National Plastic Action Roadmap) ซึ่งไนจีเรียเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ชั้นดีว่า หากใช้มาตรการเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง จะสามารถดันอัตราการรีไซเคิลพลาสติกขึ้นไปแตะ 58% ลดมลพิษได้ถึง 67% และสร้างงานใหม่ได้เกือบ 97,000 ตำแหน่งภายในปี พ.ศ. 2583
เหลียวมองประเทศไทย ขยับตัวสู้ศึกขยะพลาสติกแห่งชาติ
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ปัญหาขยะพลาสติก ก็เป็นวาระเร่งด่วนที่ไม่เคยพัก จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ประเทศไทยได้เดินหน้าขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟมบรรจุอาหารที่ผ่านมา ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะลงได้นับแสนตัน
กรมประชาสัมพันธ์
แผนระยะที่ 2 นี้ มุ่งเป้าหมายสำคัญภายในปี พ.ศ. 2570 ไว้ชัดเจน ได้แก่ การนำพลาสติกเป้าหมาย (เช่น ขวดพลาสติก ฝาขวด ฟิล์มพลาสติกชั้นเดียว ถุงหูหิ้ว และแก้วพลาสติก) เข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ 100% พร้อมลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะรั่วไหลลงสู่ทะเลลงให้ได้ 50% ผ่านการหนุนเสริมด้วยเครื่องมือบริหารจัดการต่างๆ เช่น กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์ (EPR) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันวิจัยพัฒนาพลาสติกชีวภาพ (Bio-plastics) เพื่อลดภาระตกค้างในสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากทั่วโลกและบริบทของไทยต่างตอกย้ำตรงกันว่า “ไม่มีหน่วยงานใดแก้ปัญหานี้ได้โดยลำพัง” การแก้โจทย์พลาสติกในระดับประเทศและระดับสากลต้องอาศัยการประสานเสียง ทั้งนโยบายภาครัฐ แหล่งทุนจากสถาบันการเงิน และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกลำดับถัดไปดำเนินต่อ ผู้นำโลกและประเทศไทยต่างต้องใช้ “ฐานรากจากสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว” มาขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น เพราะมลพิษพลาสติกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือวิกฤติเชิงระบบที่เดิมพันด้วยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และลมหายใจของพวกเราทุกคน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1244566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xA3XwnTjYCqLv3enSjP4Z

