นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและเวียดนาม โดยชี้ให้เห็นว่า สถิติการท่องเที่ยวระหว่างปี 2567 ถึงต้นปี 2569 เผยให้เห็นถึงความแตกต่างของวงจรการเติบโต(Growth Cycle) ขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และโครงสร้างการสร้างรายได้ระหว่างระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศอย่างชัดเจน
เจาะลึกสมรภูมิท่องเที่ยว ไทย–เวียดนาม ใครได้แต้มต่อ
วงจรการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐานที่ยากลำบาก ในปี 2567 ไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 35.54 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งด้วยอัตราการเติบโต 26.27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โมเมนตัมดังกล่าวไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องไว้ได้ โดยในปี 2568 เผชิญกับภาวะหดตัวอย่างชัดเจน
โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว ต่างชาติสะสมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปี 2567 และที่น่ากังวล คือ การหดตัวของรายได้รวมจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งลดลง 4.71% มาอยู่ที่ระดับ 1.53 ล้านล้านบาท จากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน แม้จะมีตลาดระยะไกลเข้ามาเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่สามารถชดเชยช่องว่างที่หายไปจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้
ในทางตรงกันข้าม ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จทางประวัติศาสตร์และ เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ(Milestone) ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนาม อัตราการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงถึง 21.1 – 21.2 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 20.4% เมื่อเทียบกับปี 2567
ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังสูงกว่าสถิติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ถึง 17.8% การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการบริโภคภายในประเทศได้ช่วยผลักดันให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวของเวียดนามทะลุขีดจำกัดที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยก้าวข้ามเส้น 1 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นครั้งแรก
ทำให้รัฐบาลเวียดนามในการประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น สำหรับปี 2569 เวียดนามตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 25 ล้านคน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ถึง 150 ล้านครั้ง เพื่อดันรายได้รวมให้ไปแตะระดับ 1.125 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เวียดนามกำลังตกอยู่ใน “กับดักเชิงปริมาณ”
อย่างไรก็ตามแม้เวียดนามจะมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวอย่างก้าวกระโดด แต่ก็กำลังเผชิญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการสร้างมูลค่า (Structural Issue in Value Efficiency)”
นั่นก็คือ ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้รวมเติบโตขึ้น แต่อัตราการเติบโตของรายได้นั้นเป็นเพียงการแปรผันตรงไปตามปริมาณคนที่เพิ่มขึ้น (Volume-driven) มากกว่าที่จะเกิดจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายต่อหัวหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มระดับพรีเมียม (Value-driven)
ระบบกำลังขยายตัวในเชิงขนาดอย่างมหาศาล แต่ขาดความก้าวหน้าด้านผลตอบแทนเชิงคุณภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเพดานความสามารถในการทำกำไรของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในปัจจุบันของเวียดนาม
เทียบฟอร์มดัชนีการพัฒนาท่องเที่ยว ไทย–เวียดนาม
ในด้านดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Development Index – TTDI)ประจำปี 2024 ซึ่งจัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) พบว่า ไทย อยู่ในอันดับ 47) ที่ยังคงแข็งแกร่งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานการบริการ
แต่จุดร่วงหนัก คือ “ความปลอดภัยและความมั่นคง” ที่ร่วงไปอยู่อันดับ 102 จากความไม่มั่นใจในเจ้าหน้าที่และอาชญากรรม
ส่วนเวียดนาม อยู่ในอันดับ 59 แม้อันดับรวมจะตามหลังไทย แต่ครองอันดับ 16 ของโลกด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และอันดับ 23 ด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ทว่าเวียดนามยังมี “คอขวดเชิงสถาบัน” โดยโครงสร้างพื้นฐานการบริการรั้งอยู่อันดับ 80 และนโยบายการให้ความสำคัญกับท่องเที่ยวอยู่อันดับ 98
สำหรับการวิเคราะห์การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบของทั้ง 2 ประเทศ ในแต่ละมิติ พบว่า
1.โครงสร้างพื้นฐาน
ไทยมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการขนส่งที่เชื่อมต่อกันอย่างรถไฟฟ้า BTS/MRT ที่อำนวยความสะดวกสบายเหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวในการสัญจรในกรุงเทพมหานคร
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ (Absolute advantage) ในความหลากหลายและความลึกของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลาดกลางคืน ไปจนถึงมาตรฐานการให้บริการที่ยอดเยี่ยมในภาคโรงแรมระดับหรูและบริการทางการแพทย์ การจัดการลอจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพช่วยให้การกระจายตัวนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างลื่นไหล
ขณะที่เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของเวียดนาม ที่ขาดแคลนและความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถือเป็น “คอขวด” ที่ร้ายแรงที่สุดของเวียดนาม โครงข่ายขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงอย่างกรุงฮานอยยังมีข้อจำกัดและไม่เชื่อมต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวหลักอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ยังคงประสบปัญหาความล่าช้า
นอกเหนือจากปัญหาด้านกายภาพ การบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (Destination Management) ยังอยู่ในระดับที่ขาดการบูรณาการ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์การบริการมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่ได้มาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการยังเป็นรองประเทศไทย ทำให้เป็นเรื่อง ยากสำหรับเวียดนามในการขยายตลาดไปยังกลุ่ม Luxury Tier ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการบริการ
2. ต้นทุนและราคา
เวียดนามชนะขาดลอย โดยค่าครองชีพในกรุงเทพฯ แพงกว่าฮานอยถึง 54 % การท่องเที่ยวเวียดนามถูกกว่าไทย 20-30 % ในเกือบทุกมิติ ตั้งแต่ราคาที่พัก อาหาร การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไปจนถึงเครื่องดื่ม เช่น ค่าซิมการ์ดอินเทอร์เน็ต 30 วัน ในเวียดนามมีราคาเพียง 8 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 28 ดอลลาร์สหรัฐในไทย อาหารท้องถิ่น เช่น เฝอ มีราคา เริ่มต้นที่ 1.50 ดอลลาร์
ในขณะที่เบียร์สดท้องถิ่น (Bia Hoi) มีราคาเพียง 0.50 ดอลลาร์ ซึ่งไม่มีผลิตภัณฑ์เทียบเคียงในราคานี้ได้ในประเทศไทย ความได้เปรียบนี้ถูกเร่งด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินดองที่ดึงดูดผู้ถือสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้เวียดนามกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับกลุ่มผู้ทำงานทางไกลและนักท่องเที่ยวแบบประหยัด
ตรงข้ามที่ไทยมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะการแข็งค่าของเงินบาทผนวกกับภาวะเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางธุรกิจ ทำให้อันดับด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาใน TTDI ของไทยตกไปอยู่ที่อันดับ 48 ภาวะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ปัจจุบันเปลี่ยนพฤติกรรมมานิยมการท่องเที่ยวแบบประหยัดและเน้นความคุ้มค่า ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองว่าไทยไม่ได้ให้ความคุ้มค่าด้านงบประมาณเหมือนในอดีต
3. ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพเชิงภาพลักษณ์
เรื่องนี้เป็นจุดแข็งของเวียดนาม มีความมั่นคงทางการเมืองและระดับอาชญากรรมต่อชาวต่างชาติที่ตํ่า ซึ่งสะท้อนผ่านอันดับที่ 23 ด้านความปลอดภัยระดับโลกจากดัชนี TTDI 2024 ภาพลักษณ์ความเป็นประเทศที่สงบและปลอดภัยนี้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจาก Agoda ระบุว่าอัตราการกลับมาท่องเที่ยวซํ้า (Return rate) ของเวียดนามพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศในทวีปเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่นและไทย โดยเฉพาะเมืองตากอากาศอย่างดานัง (Da Nang) ได้สร้างประวัติศาสตร์ก้าวเข้าสู่ 10 อันดับแรกของเมืองในเอเชียที่มีผู้กลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด
ในขณะที่ไทยมีจุดอ่อนที่กำลังเผชิญกับ “อาการป่วยเรื้อรัง” ด้านความปลอดภัย เหตุการณ์สะเทือนขวัญต่อชาวจีนและวิกฤตความเชื่อมั่นทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนร่วงลงอย่างหนัก
4.โครงสร้างตลาดและประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ไทยมีศักยภาพในการดึงกลุ่มพำนักนานและจ่ายสูง (คนจีนจ่ายเฉลี่ย 42,428 บาทต่อคน และพำนักนาน 7.35 วัน) แต่ปัจจุบันต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย มีการใช้จ่ายเพียง 21,450 บาท และพำนัก 4.17 วัน นั่นหมายถึงต้องใช้คนมาเลเซียถึง 2 คนเพื่อสร้างรายได้เท่าคนจีน 1 คน
ส่วนประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนของเวียดนาม ที่มีการกระจุกตัวของตลาด (Market Concentration) ที่พึ่งพิงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) และนักท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก
รายงานของ Outbox เผยว่ารายได้กว่า 50 % มาจากการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งมีงบประมาณเฉลี่ยต่อทริปตํ่ากว่า 20 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐ) พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เน้นการเดินทางระยะสั้นและความถี่สูง มากกว่าการใช้จ่ายที่หรูหรา การที่ตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) ผูกติดอยู่กับคำว่า “สวยแต่ถูก”
ทำให้เวียดนามประสบความยากลำบากอย่างยิ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้จ่ายในระดับราคาพรีเมียม (Premium Pricing) ส่งผลให้โครงสร้างอุตสาหกรรมตกอยู่ในภาวะจำกัดประสิทธิภาพการทำกำไร
เปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนท่องเที่ยว ไทย-เวียดนาม
ประเทศไทย: นโยบายมุ่งเป้าคุณภาพ
1.ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “Up Level, Add Story, Create Value” โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการกระตุ้นรายได้รวมให้แตะระดับ 3.4 – 3.5 ล้านล้านบาท กลไกสำคัญคือการชูซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านแนวคิด“5 Must Do in Thailand” (Must Taste, Must Try, Must Buy, Must See, Must Seek)
การกระจายความเจริญสู่เมืองรองภายใต้แนวคิดเมืองน่าเที่ยว (Hidden Gem Cities) เพื่อลดความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลวงและเมืองหลัก
2.การปฏิรูปนโยบายตรวจคนเข้าเมืองผ่าน Destination Thailand Visa (DTV) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง พำนักระยะยาว (Long-stay) ผู้ทำงานทางไกล (Digital Nomads) และผู้สนใจซอฟต์พาวเวอร์วีซ่า DTV มีอายุการใช้งาน 5 ปี และอนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าพำนักได้สูงสุด 180 วันต่อการเข้าประเทศแต่ละครั้ง (สามารถต่ออายุเพิ่มได้อีก 180 วันต่อปี)
กลไกการคัดกรองกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และต้องแสดงหลักฐานทางการเงินไม่ตํ่ากว่า 500,000 บาท (ประมาณ 15,000-16,000 ดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มผลคูณทางเศรษฐกิจ ผ่านการยืดระยะเวลาการใช้จ่ายในพื้นที่ (Length of Stay) และดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง
3. ยกระดับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Niche Market Elevation) โดยใช้จุดแข็งด้านการบริการเพื่อสร้างศูนย์กลางกิจกรรมระดับโลก (World Class Event Hub) การท่องเที่ยวเพื่อการประชุมสัมมนา(MICE) และศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก (Entertainment Hub)
รวมถึงอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) โดยเฉพาะบริการการแพทย์เฉพาะทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และศาสตร์แห่งการชะลอวัย (Longevity) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงเป็นพิเศษ
เวียดนาม: นโยบาย Dual Visa ปฏิวัติดิจิทัลระดับชาติ
ด้านทิศทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเวียดนามมีความชัดเจน มั่นคง และมุ่งเป้าไปที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวเข้าสู่กลุ่ม 30 อันดับแรกของดัชนี TTDI ภายในปี 2573 นโยบายของเวียดนามถูกบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีและระบบกฎหมายอย่างเป็นระบบ
1.นโยบายวีซ่าคู่ขนานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Dual Visa Policy) เวียดนามได้ดำเนินการปฏิวัติระบบตรวจคนเข้าเมืองเพื่อทลายกำแพงการเดินทางเข้าประเทศ โดยใช้เครื่องมือสองส่วนที่เอื้อประโยชน์เกื้อกูลกัน
- การขยายฐานมวลชน ภายใต้มติฉบับที่ 229 เวียดนามได้ให้สิทธิยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว (Unilateral Visa Exemption) แก่พลเมืองจาก 13 ประเทศเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง (ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป) ให้อยู่ได้นาน 45 วัน นโยบายนี้มีผลผูกพันระยะยาวไปจนถึงปี 2571 นอกจากนี้ยังเปิดใช้วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-visa) สำหรับทุกประเทศทั่วโลก โดยขยายเวลาพำนักเป็น 90 วันและสามารถเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง
- การดึงดูดนักลงทุนและบุคคลระดับสูง ภายใต้พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 221/2025 เวียดนามได้ออกนโยบายวีซ่าพิเศษเพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้นำองค์กรระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ และผู้ทรงอิทธิพลระดับนานาชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง
2.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์ม “Visit Vietnam” กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลบจุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนามร่วมกับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Sun Group, Visa, Mastercard, Trip.com ได้พัฒนา “Visit Vietnam” ให้เป็น “ซูเปอร์แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวในระดับชาติ”
แพลตฟอร์มนี้จะทำงานร่วมกับศูนย์ข้อมูลแห่งชาติเพื่อรวมฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีฟังก์ชันการจองตั๋วผ่านหน้าจอเดียว การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และวางแผนเส้นทาง การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการยืนยันความโปร่งใสของรีวิว แพลตฟอร์มนี้มีกำหนดการเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570 (ระหว่างการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลเชิงลึก (Data-driven insights) ในการบริหารจัดการและทำนายเทรนด์อนาคตได้อย่างแม่นยำ
3.การปรับโฉมแบรนด์ประเทศด้วยมิติคุณค่า ESG เพื่อหลุดพ้นจากตำแหน่งทางการตลาดที่ถูกมองว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทางราคาถูก ผู้บริหารอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามเสนอการปรับแบรนด์
ภายใต้แนวคิดตัวย่อ “VIETNAM” (Varied landscapes, Indigenous culture, Exotic beaches, Truly emotional, Nature, Ancient cities, Memories) ควบคู่ไปกับการบูรณา การกรอบการพัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Framework) เพื่อสร้าง Net Positive Impacts อย่างยั่งยืน
บทสรุปในเรื่องนี้เวียดนามกำลังตกอยู่ใน “กับดักเชิงปริมาณ” (Volume Trap) หากไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับบน ทำให้อัตรากำไรส่วนเพิ่ม (Marginal Yield) มีแนวโน้มลดลงหากเวียดนามไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างเพื่อนำเสนอบริการระดับโลกและการพัฒนาแบบ ESG ได้เพดานของการเติบโตด้านรายได้จะสะดุดในไม่ช้า
ส่วนไทยเผชิญ “วิกฤตสภาพคล่องของการเปลี่ยนผ่าน” เพราะธุรกิจพื้นฐานถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระดับ 40 ล้านคน เมื่อยอดนักท่องเที่ยวหายไปแต่ต้นทุนสูงขึ้น ธุรกิจเหล่านี้จึงเผชิญวิกฤตสภาพคล่องนั่นเอง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660747&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06idhVgSChELWDCZSAOUM3

