• Sun. Mar 8th, 2026

เจาะขุมพลัง 2 ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ “โมจตาบา-วาฮิดี” ผู้นำสายเหยี่ยว ผู้กำหนดทิศทางอิหร่าน

เจาะขุมพลัง-2-ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ-“โมจตาบา-วาฮิดี”-ผู้นำสายเหยี่ยว-ผู้กำหนดทิศทางอิหร่านเจาะขุมพลัง 2 ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ “โมจตาบา-วาฮิดี” ผู้นำสายเหยี่ยว ผู้กำหนดทิศทางอิหร่าน

เจาะขุมพลัง “โมจตาบา” ตัวเต็งผู้นำสูงสุด และ “วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คู่หูสายเหยี่ยวผู้กำหนดทิศทาง “อิหร่าน” สู้ศึก “สหรัฐฯ-อิสราเอล” 

การเมืองอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังสหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากโจมตี สังหาร “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดเมื่อ 28 ก.พ. 69 พร้อมกับผู้นำทางทหารและนักการเมืองกว่า 40 คนท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนภายในรัฐ 

คำถามเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำของประเทศจึงถูกพูดถึงมากขึ้น ชื่อของบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุด นั่นคือ “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายของคาเมเนอี ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมารับช่วงต่อจากผู้เป็นพ่อ และ “อะห์มัด วาฮิดี” นายทหารอาวุโสผู้ทรงอิทธิพล ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กองกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน ทั้งสองคนจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่จะขึ้นมากำหนดทิศทางการเมืองของอิหร่านในอนาคต

 ประเด็นดังกล่าวยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ควรมีบทบาทในการกำหนดอนาคตผู้นำอิหร่าน พร้อมทั้งส่งสัญญาณไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ “โมจตาบา คาเมเนอี”

 โมจตาบา คาเมเนอี อำนาจหลังม่านของตระกูลคาเมเนอี

 “โมจตาบา คาเมเนอี” วัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดผู้ถูกสังหาร แม้ที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล แต่ในแวดวงการเมืองอิหร่าน เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงและเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” ของระบอบการปกครอง

 เขาเกิดในปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด ประเทศอิหร่าน และเข้าศึกษาศาสนาในสถาบันฮาวซา (Hawza) ที่เมืองกุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาในนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาได้รับสมณศักดิ์ระดับอยาตุลเลาะห์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้ที่อาจก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ

เครือข่ายอำนาจของเขายังเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองผ่านครอบครัว โดยเขาแต่งงานกับบุตรสาวของ โฆลาม อาลี ฮัดดาด-อาเดล อดีตประธานรัฐสภาและนักการเมืองสายอนุรักษนิยมผู้ทรงอิทธิพล

แม้โมจตาบาจะไม่มีผลงานเชิงนโยบายสาธารณะเด่นชัดเหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่บทบาทที่แท้จริงของเขาอยู่ในเครือข่ายความมั่นคงของรัฐ หนึ่งในอิทธิพลสำคัญของเขาคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยเฉพาะหน่วยอาสาสมัคร “Basij” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศ 

นอกจากนี้ โมจตาบายังมีบทบาทสำคัญในการบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด หรือ “Beit-e Rahbari” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจของผู้นำอิหร่าน มีการกล่าวกันว่า การตัดสินใจสำคัญของรัฐจำนวนมากแทบไม่เกิดขึ้นได้หากไม่ได้ผ่านการรับรู้หรือความเห็นชอบจากเขา

โมจตาบา คาเมเนอี ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019 ในเชิงการเมืองเขาถูกวิจารณ์ว่ามีบทบาทสนับสนุนให้ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับกลุ่มการเมืองสายปฏิรูป 

นักวิเคราะห์เชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการ Green Movement หลังการเลือกตั้งปี 2009 โดยฝ่ายปฏิรูปมองว่าเขาว่าเป็นตัวการสำคัญในการปราบปรามการประท้วง ซึ่งเกิดจากข้อกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ชื่อของเขาถูกตะโกนด่าทอในการประท้วงบนท้องถนน โดยมอสตาฟา ทาจซาเดห์ สมาชิกระดับสูงของพรรคปฏิรูปอิหร่าน ที่ถูกจำคุกหลังการเลือกตั้ง ก็ได้อ้างว่าคดีความของเขาและภรรยา อยู่ภายใต้การชักใยโดยตรงของโมจตาบา  

มีการคาดการณ์มานานกว่าทศวรรษ ว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา ในปี 2022 เขาได้รับตำแหน่ง “อยาตุลเลาะห์” ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับสูงทางศาสนาอิสลามชีอะห์ และได้กลายเป็นบุคคลที่ปรากฏตัวเคียงข้างบิดาในการประชุมทางการเมืองเป็นประจำ รวมถึงมีบทบาททรงอิทธิพลในบรรษัทกระจายเสียงแห่งสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลที่มักถูกวิจารณ์ว่าผลิตโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารอาณาจักรทางการเงินของบิดาอีกด้วย

โมจตาบา คาเมเนอี
โมจตาบา คาเมเนอี

กระแสนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อ “เอบราฮิม ไรซี” ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งและผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนโปรดของคาเมเนอี เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ทำให้โมจตาบา ถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด เนื่องจากอีกตัวเต็งคนสำคัญหายไป และเขายังได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากทั้งผู้นำสูงสุดและเครือข่ายกองทัพ  โดยพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของเขาคือ อะห์มัด วาฮิดี ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่, ฮอสเซน ทาเอิบ อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของ IRGC และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน

ด้วยเครือข่ายอำนาจที่ฝังลึกในโครงสร้างรัฐ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า โมจตาบาคือผู้สืบทอดอำนาจโดยพฤตินัยของระบอบคาเมเนอี และยังเป็นผู้นำ “สายเหยี่ยว” หรือมีแนวทางอนุรักษ์นิยมสายแข็ง ซึ่งหากได้รับการคัดเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีสมาชิก 88 คนจริง ก็จะเป็นสัญญาณที่ทรงพลังว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายของประเทศ

 อย่างไรก็ตาม แนวคิดการสืบทอดอำนาจจากพ่อสู่ลูกยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวในอิหร่าน เพราะอาจถูกมองว่าใกล้เคียงกับระบบราชวงศ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 พยายามล้มล้าง

 “อะห์มัด วาฮิดี” ตัวแทนของอำนาจทหาร

อีกชื่อที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ “อะห์มัด วาฮิดี” นายทหารระดับสูงซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจของรัฐอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความตึงเครียดและการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

วาฮิดีเข้ารับตำแหน่งหลังจากผู้บัญชาการ IRGC หลายคนถูกสังหารในช่วงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ทำให้ตำแหน่งผู้นำองค์กรทหารสำคัญนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งภายในเวลาไม่นาน เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิกของ IRGC ตั้งแต่หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 และเติบโตในโครงสร้างกองกำลังนี้อย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980

อะห์มัด วาฮิดี
อะห์มัด วาฮิดี

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีรายงานว่า อะห์มัด วาฮิดี มีส่วนร่วมในการติดต่ออย่างลับระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับตัวกลางที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาว “อิหร่าน–คอนทรา” ที่มีข้อกล่าวหาว่า สหรัฐฯ แอบอำนวยความสะดวกในการขายอาวุธให้กับอิหร่านนำไปใช้ทำสงครามกับอิรักอย่างลับๆ เพื่อนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มกบฏ Contra ในประเทศนิการากัว และแลกกับการที่อิหร่านจะช่วยตกลงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกลักพาตัว 

อาลี อัลโฟเนห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัย Arab Gulf States Institute ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า วาฮิดีมีความ “คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง” กับอิสราเอลและสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในการเจรจาลับดังกล่าวนั่นเอง 

ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาไม่ได้เป็นแค่สายเหยี่ยว (Hardliner) เท่านั้น แต่ยังมีภูมิหลังเป็น นักปฏิบัติ (Pragmatist) ที่เคยดีลงานลับกับศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐฯ มาก่อน

สื่อของรัฐอิหร่านระบุว่า เขาเคยเป็นผู้บัญชาการของ Quds Force ระหว่างปี 1988-1997 ก่อนส่งต่อการบังคับบัญชาให้กับ กอเซม โซไลมานี ในปี 1998 จนกระทั่งโซไลมานี ถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐในปี 2020 ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ 

บทบาทของวาฮิดีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกองทัพเท่านั้น เขายังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลของ มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลของเอบราฮิม ไรซี ก่อนพ้นจากตำแหน่งในปี 2024

ประสบการณ์ทั้งในกองทัพ ระบบราชการ และการเมือง ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของรัฐอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ชื่อของวาฮิดีก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาระดับนานาชาติ

โดยองค์การตำรวจสากลเคยออก “หมายแดง” ตามคำร้องขอของอาร์เจนตินา จากข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA bombing ในกรุงบัวโนสไอเรสเมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน แม้รัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ รวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรเขาจากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศหลังการเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ที่ถูกจับกุมข้อหาแต่งกายไม่เรียบร้อยหรือสวมฮิญาบไม่เหมาะสมในปี 2022

ผู้กำหนดอนาคตอิหร่าน

 นักวิเคราะห์มองว่า การเปรียบเทียบระหว่าง “โมจตาบา คาเมเนอี” กับ “อะห์มัด วาฮิดี” สะท้อนโครงสร้างอำนาจสองเสาหลักของรัฐอิหร่าน ด้านหนึ่งคือเครือข่ายศาสนาและครอบครัวผู้นำที่ครอบงำระบบการเมืองมายาวนาน อีกด้านคืออำนาจของกองกำลัง IRGC ซึ่งกลายเป็นกลไกสำคัญของรัฐทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

ในช่วงเวลาที่อิหร่านเผชิญแรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของรัฐจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ และไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ก็มีแนวโน้มจะกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง และบทบาทของอิหร่านบนเวทีโลกไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า 

ที่มา :bbc, theguardian 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/world/2918494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t3S40JUaPE7kSBFLwgK_m