• Mon. Sep 14th, 2026

อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกผันผวนขาขึ้น ดันหุ้นนิวยอร์กแกว่ง จับตาเฟด-ฮอร์มุซ พร้อมเช็กราคาน้ำมันไทย  14/09/69 – สยามรัฐ

อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ-น้ำมันโลกผันผวนขาขึ้น-ดันหุ้นนิวยอร์กแกว่ง-จับตาเฟด-ฮอร์มุซ-พร้อมเช็กราคาน้ำมันไทย- 14/09/69-–-สยามรัฐอัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกผันผวนขาขึ้น ดันหุ้นนิวยอร์กแกว่ง จับตาเฟด-ฮอร์มุซ พร้อมเช็กราคาน้ำมันไทย  14/09/69 – สยามรัฐ

วันที่ 14 กันยายน 2569 ตลาดการเงินโลกยังอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดซื้อขายอย่างผันผวน หลังราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้นแรง และนักลงทุนเตรียมรับความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดวันที่ 15-16 กันยายนนี้

สำหรับราคาน้ำมันดิบ ก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 กันยายน มีแนวโน้ม “ขาขึ้นแต่ผันผวนสูง” แม้การซื้อขายวันที่ 11 กันยายนจะมีแรงขายทำกำไร หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์ก่อน โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือดับเบิลยูทีไอ เดือนตุลาคม ลดลง 2.43 ดอลลาร์ หรือ 2.37% ปิดที่ 100.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ เดือนพฤศจิกายน ลดลง 3.02 ดอลลาร์ หรือ 2.81% ปิดที่ 104.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ราคาน้ำมันทั้งสองตลาดยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 8% สะท้อนว่าตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมากกว่าแรงขายทำกำไรในระยะสั้น

ปัจจัยสำคัญที่ยังหนุนราคาน้ำมันคือความกังวลว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจเข้าสู่ตลาดโลกได้ไม่เต็มที่ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก และก่อนเกิดความขัดแย้งมีน้ำมันไหลผ่านเส้นทางดังกล่าวประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันโลก

ล่าสุด สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีรายงานการโจมตีครั้งใหม่ต่อซาอุดีอาระเบียและเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์ของซาอุดีอาระเบียถูกปิดหลังถูกโจมตี ทำให้ตลาดกังวลว่าซาอุดีอาระเบียจะมีทางเลือกในการหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซลดลง

แรงกดดันดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในการซื้อขายล่าสุดดีดกลับขึ้นมา โดยดับเบิลยูทีไอเคลื่อนไหวบริเวณ 102.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 107.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% โดยนักลงทุนยังติดตามความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงสถานการณ์การเดินเรือในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่อาจกดดันราคาน้ำมัน หากความพยายามทางการทูตสามารถนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากอิหร่านและประเทศอ่าวอาหรับสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราว ความเสี่ยงด้านอุปทานอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ราคาน้ำมันปรับฐานแรงได้ เนื่องจากตลาดได้สะสมค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไว้ในราคาค่อนข้างมากแล้ว

ขณะเดียวกัน การประชุมระหว่างอิหร่านกับประเทศอ่าวอาหรับที่โอมาน ซึ่งเดิมกำหนดขึ้นในวันที่ 14 กันยายน ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากยังไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้ ส่งผลให้ความหวังเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างเป็นรูปธรรมลดลง และกลายเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น

ในเชิงเทคนิคและจิตวิทยาตลาด ราคาดับเบิลยูทีไอที่บริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังถือเป็นแนวรับสำคัญ หากสามารถยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสขยับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 105 ดอลลาร์ ขณะที่เบรนท์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวเหนือ 105 ดอลลาร์ และอาจทดสอบระดับ 108-110 ดอลลาร์ หากความรุนแรงในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์ก แนวโน้มก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 กันยายน มีโอกาส “ผันผวนถึงอ่อนตัว” แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายวันที่ 11 กันยายน หลังราคาน้ำมันดิบปรับลดลงช่วยคลายแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่การดีดกลับของราคาน้ำมันในช่วงล่าสุด รวมถึงการรอผลประชุมเฟด ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มชะลอการเข้าซื้อและเพิ่มความระมัดระวัง

การซื้อขายวันศุกร์ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,573.29 จุด เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,656.98 จุด เพิ่มขึ้น 0.86% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,333.04 จุด เพิ่มขึ้น 0.96% โดย 9 จาก 11 กลุ่มหลักของเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวเพียงวันเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าตลาดกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาวโจนส์ยังลดลง 1.6% เอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.8% และแนสแด็กลดลง 0.7% สะท้อนว่านักลงทุนยังอยู่ในช่วงปรับพอร์ตและลดความเสี่ยงเพื่อรอดูทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

ปัจจัยที่ตลาดหุ้นต้องจับตาเป็นพิเศษคือราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันเบรนท์ที่กลับขึ้นมาเหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดับเบิลยูทีไอที่ขยับเข้าใกล้ 102 ดอลลาร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ หากราคาพลังงานยืนอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

อีกหนึ่งปัจจัยกดดันคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งขยับขึ้นแตะประมาณ 4.97% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย

นักลงทุนยังให้น้ำหนักสูงกับการประชุมเฟดวันที่ 15-16 กันยายน โดยตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้มากกว่า 80% ทำให้สิ่งที่ตลาดจับตาไม่ได้มีเพียงผลการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย แต่รวมถึงถ้อยแถลงและมุมมองของเฟดต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป

กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตจึงมีความเสี่ยงเผชิญแรงขายทำกำไร หากบอนด์ยีลด์ยังปรับตัวขึ้น ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ยังมีความกังวลเรื่องการประเมินมูลค่า ส่งผลให้แนสแด็กมีโอกาสผันผวนมากกว่าดาวโจนส์

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น แต่ผลบวกอาจถูกหักล้างด้วยความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันเงินเฟ้อ การบริโภค และทำให้เฟดคงนโยบายการเงินเข้มงวดนานขึ้น ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคและเฮลท์แคร์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นหลัก

ภาพรวมตลาดการเงินในวันที่ 14 กันยายนจึงเป็นช่วง “วัดใจ” ของนักลงทุน หากราคาน้ำมันลดลง บอนด์ยีลด์ทรงตัว และเฟดส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต แต่หากราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นอีก ขณะที่เฟดส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะกลับเข้าสู่ภาวะปรับฐานจะเพิ่มขึ้น

สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 14 กันยายน 2569 ข้อมูลที่ให้มาระบุว่าเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานครจาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา ณ เวลา 05.00 น. ทั้งนี้ ราคาที่แสดงเป็นราคากรุงเทพมหานครและยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จึงควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

ปั๊มปตท. ราคาก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร ก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.09 บาท ก๊าซโซฮอล์ อี85 อยู่ที่ 30.03 บาท ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาท ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาท และเบนซินอยู่ที่ 48.08 บาทต่อลิตร

ปั๊มบางจาก ราคาก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร ก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.09 บาท ก๊าซโซฮอล์ อี85 อยู่ที่ 30.03 บาท ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาท ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาท และดีเซลพรีเมียมอยู่ที่ 49.25 บาทต่อลิตร

ปั๊มพีที ราคาดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร ดีเซล บี20 อยู่ที่ 34.84 บาท เบนซินอยู่ที่ 48.58 บาท ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาท ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาท และก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร

ส่วนปั๊มเชลล์ เชลล์ ฟิวเซฟ ก๊าซโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 34.29 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ก๊าซโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.22 บาท เชลล์ ฟิวเซฟ ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.59 บาท เชลล์ วี-เพาเวอร์ ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาท เชลล์ ดีเซล บี20 อยู่ที่ 34.84 บาท และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซลอยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร

โดยสรุป ตลาดน้ำมันดิบโลกวันที่ 14 กันยายนยังมีน้ำหนักขาขึ้นแต่เต็มไปด้วยความผันผวน เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดซื้อขายในกรอบระมัดระวัง โดยราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ และผลการประชุมเฟดจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางตลาดในช่วงต้นสัปดาห์

สำหรับผู้บริโภคในไทย ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินและดีเซลพรีเมียม ดังนั้นทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยกระดับและกระทบการขนส่งน้ำมันต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและราคาขายปลีกในประเทศในระยะต่อไป ขณะที่ความคืบหน้าทางการทูตและการฟื้นฟูเส้นทางขนส่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C_dsWwdDEr3rRVd3kgZVE