ตลาดการเงินโลกในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยตลาดน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยนักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
น้ำมันดิบมีโอกาสรีบาวด์ หลังความเสี่ยงฮอร์มุซกลับมา
ก่อนเปิดตลาดวันที่ 31 สิงหาคม ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังตลาดกลับมากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะลารัก ซึ่งอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันล่วงหน้าในช่วงเช้าปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ขยับขึ้นราว 2.4% มาอยู่ที่ประมาณ 85.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นราว 2.5% แตะประมาณ 90.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนหน้านี้ตลาดน้ำมันเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมีความหวังว่าเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการขนส่งพลังงานโลก หากสถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงหรือกระทบต่อการเดินเรือ อาจทำให้ตลาดเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงแรงในช่วงก่อนหน้า ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร รวมถึงการปิดสถานะขาย ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันรีบาวด์ในช่วงต้นสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของราคาน้ำมันยังต้องเผชิญปัจจัยกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลัง เควิน วอร์ช ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากยังไม่มีความเชื่อมั่นมากพอว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงสู่เป้าหมาย 2%
หากตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในสกุลดอลลาร์ รวมถึงน้ำมันดิบ
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ก็อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้เฟดมีเหตุผลมากขึ้นในการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งอาจกลายเป็นแรงต้านราคาน้ำมันในระยะถัดไป
สำหรับแนวโน้มวันที่ 31 สิงหาคม ภาพระยะสั้นของตลาดน้ำมันจึงเปลี่ยนจากแรงขายมาเป็นการรีบาวด์ โดย WTI มีแนวรับสำคัญบริเวณ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสทดสอบ 85-86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากผ่านระดับ 86 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง อาจเปิดทางให้ราคาฟื้นตัวต่อ
แต่หากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายอย่างรวดเร็ว การเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยดอกเบี้ยของเฟดและแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันโลก ซึ่งจะทำให้แรงขายกลับเข้ามาอีกครั้ง
หุ้นนิวยอร์กเปิดตลาดระมัดระวัง จับตาดอกเบี้ยเฟด
ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดตลาดแบบระมัดระวังและผันผวน โดยนักลงทุนยังวิตกต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หลังถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช สะท้อนจุดยืนที่ให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้ออย่างชัดเจน
ความเป็นไปได้ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนกลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินและลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าอิงกับกระแสเงินสดในอนาคต
ในการซื้อขายล่าสุด Nasdaq ปรับตัวลง 0.52% มากกว่า S&P 500 ที่ลดลง 0.25% และดาวโจนส์ที่ลดลงเพียง 0.02% สะท้อนแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลการดำเนินงานตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจน โดยดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.53% S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.49% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.85%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนยังไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเป็นลบเต็มตัว แต่กำลังปรับพอร์ตและลดความเสี่ยงเพื่อรอดูข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเพิ่มเติม
ตลาดจึงอยู่ในภาวะ “เดิมพันสองทาง” ระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยกับการคงดอกเบี้ยของเฟดในเดือนกันยายน หากข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจออกมาสูงกว่าคาด โอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้นจะเพิ่มขึ้นและอาจกดดันหุ้นทันที โดยเฉพาะ Nasdaq
ในทางกลับกัน หากข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง ก็จะช่วยเพิ่มความหวังว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น
ดังนั้น ก่อนเปิดตลาดวันที่ 31 สิงหาคม ตลาดหุ้นนิวยอร์กจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบผันผวนและระมัดระวัง โดย Nasdaq ยังคงเป็นดัชนีที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่า
ราคาน้ำมันไทย 31 สิงหาคม ยังต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงราคาหน้าปั๊ม
สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ข้อมูลที่ให้มาระบุราคาของผู้ให้บริการ 4 ราย ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยราคาหลายรายการอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ปตท. ระบุแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 32.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 28.63 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 37.32 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 38.39 บาทต่อลิตร และเบนซิน 95 อยู่ที่ 46.68 บาทต่อลิตร
บางจากมีแก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 28.63 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 38.39 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม 49.25 บาทต่อลิตร
ส่วนพีที ดีเซลและดีเซล B20 อยู่ที่ 38.39 บาทต่อลิตร เบนซิน 47.18 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร
ขณะที่เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 32.89 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.82 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.19 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล 38.39 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 33.39 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล 49.84 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ราคาข้างต้นเป็นข้อมูลที่อ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร โดยผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้ง
หมายเหตุ: ข้อมูลราคาน้ำมันในประเทศที่ให้มาระบุว่าอัปเดต ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 05.00 น. จึงควรตรวจสอบประกาศราคาล่าสุดของ สนพ. ก่อนเผยแพร่ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ตัวเลขตรงกับราคาหน้าปั๊มล่าสุด
สรุปแนวโน้มตลาด 31 สิงหาคม 2569
ภาพรวมตลาดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นการเคลื่อนไหวที่มีปัจจัยสวนทางกันอย่างชัดเจน โดย น้ำมันดิบมีแนวโน้มรีบาวด์จากความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มผันผวนและเปิดตลาดอย่างระมัดระวังจากแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยเฟด
ราคาน้ำมันโลกจึงยังต้องจับตาข่าวความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นหลัก เพราะหากสถานการณ์กระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ และอาจส่งผลต่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันพุ่งแรงจนสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ก็อาจทำให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต
ดังนั้น ทิศทางตลาดในวันแรกของสัปดาห์จึงขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ ความรุนแรงของสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่นักลงทุนยังควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของทั้งตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นนิวยอร์ก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ayxTu43g_1gScKm6R44BX

