• Thu. Jul 23rd, 2026

ส่องทริปเยือนจีน ในมิติเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

ส่องทริปเยือนจีน-ในมิติเศรษฐกิจ-ความมั่นคงส่องทริปเยือนจีน ในมิติเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

ส่องทริปเยือนจีน
ในมิติเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและร่วมมือปราบสแกมเมอร์ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของคณะรัฐมนตรีไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีและคณะขุนนางนักวิชาการ (Technocrat) พร้อมการประกาศดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับหมื่นล้านในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มักถูกอธิบายผ่านฉากหน้าว่าเป็นชัยชนะทางการทูตและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทว่าหากเราลองพิเคราะห์ผ่านเลนส์ภูมิรัฐศาสตร์เชิงพื้นที่ การเยือนปักกิ่งครั้งนี้คือภาพต่อชิ้นสำคัญในการบริหารดุลอำนาจแห่งรัฐของรัฐบาลไทย ที่พยายามแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้ละเลยมหาอำนาจตะวันออก และไม่ได้เอียงกระเท่เร่
ไปข้างสหรัฐอเมริกาจนเสียดุลยภาพ การทูตของฝ่ายบริหารในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ภาพลักษณ์ของจีน ในสายตาของสาธารณชนไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตความไว้วางใจอย่างหนักหน่วงในรอบหลายปี

ความสั่นคลอนของภาพลักษณ์จีนในสังคมไทยไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่ผูกติดอยู่กับความมั่นคงระดับข้ามพรมแดนอย่างแนบแน่น นับตั้งแต่ปัญหาการขยายตัวของกลุ่มทุนจีน หรือที่ปักกิ่งพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเรียกว่าทุนจีนเทา ซึ่งเข้าไปมีส่วนสนับสนุนการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ขัดแย้งของเมียนมา ข่าวสารการส่งมอบยุทโธปกรณ์หนักอย่างรถถังให้กับกองทัพกัมพูชา

หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ การเดินทางกลับจากปักกิ่งของคณะรัฐมนตรีไทยในเที่ยวนี้ บรรลุผลสำเร็จพอสมควร คือไม่ได้ประทับใจเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้แย่และบรรลุวัตถุประสงค์ในตัวของมันประการหนึ่งในแง่ของการชิงพื้นที่ในสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) สำหรับฝ่ายจีน การปูข่าวความสัมพันธ์อันดีและการต้อนรับคณะฝ่ายไทยอย่างสมเกียรติ ช่วยกลบกระแสข่าวลบเรื่องมลพิษข้ามแดนและข่าวการสนับสนุนอาวุธให้กัมพูชา ทำให้ปักกิ่งยังคงรักษาภาพลักษณ์มหาอำนาจผู้ทรงอิทธิพลและเป็นมิตรในภูมิภาคไว้ได้ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยเองก็ได้พื้นที่ข่าวสารในระดับนานาชาติ เพื่อส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปถึงสองกุมารสำคัญ หนึ่งคือส่งสัญญาณถึงกัมพูชา ว่าไทยยังมีช่องทางทูตระดับสูงและมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งกัมพูชาจะประมาทไม่ได้ และสองคือส่งสัญญาณถึงประชาชนคนไทย ว่ารัฐบาลขุนนางนักวิชาการชุดนี้ยังคงทำงานเชิงรุกในเวทีการเมืองโลก เพื่อรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์และผลประโยชน์ของชาติไว้ได้ตามมาตรฐานสากล

สิ่งที่ต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาคือ บทบาททางการทูตระดับมหภาคและสงครามข่าวสารเหล่านี้ ได้ตอบโจทย์ปัญหาความมั่นคงของประชาชนในระดับพื้นที่จริงหรือไม่ การฉาบทาความสัมพันธ์ด้วยตัวเลขการลงทุน 70,000 ล้านบาทหรือบทเพลงอันหวานหู อาจกลายเป็นเพียงฉากทัศน์ที่กลบซ่อนการขยาย พื้นที่ทางอำนาจของกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาซ้อนทับและละเมิดอธิปไตยทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนทางตอนใต้ เมียนมาตอนบนที่ส่งผล
กระทบต่อภาคเหนือของไทย สภาวะที่รัฐบาลไทยต้องนำเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ และมลพิษชายแดนไปหารือกับจีน สะท้อนถึง “ภาวะความย้อนแย้งทางอธิปไตย” ที่รัฐไทยดั้งเดิมเริ่มสูญเสียศักยภาพในการจัดการพื้นที่ชายขอบของตนเอง จนต้องพึ่งพาอำนาจและมาตรการจากปักกิ่งในการเข้ามาช่วยควบคุมสภาวะระส่ำระสายบริเวณรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา และไทย-เมียนมา

ดังนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อาชญากรรมข้ามชาติ และมลพิษข้ามแดน ก็เป็นเหมือนกับที่เรากล่าวกันมาหลายต่อหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา คือการที่ไทยจะต้องก้าวข้ามกรอบคิด ความมั่นคงแบบจารีตที่มองชายแดนเป็นเพียงเส้นปักป้ายเขตแดนทางทหาร หรือมองเป็นเพียงพื้นที่ทำมาหากินของทุนข้ามชาติ รัฐบาลไทยต้องสถาปนาบทบาทใหม่ในฐานะ “ผู้นำการจัดการความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security)” ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยควรร่วมมือกับกัมพูชาและจีนในการจัดตั้งกลไกการกำกับดูแลพื้นที่ชายแดนร่วมกันที่ไม่ใช่แค่เรื่องการทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ การตัดวงจรสัญญาณโทรคมนาคมผิดกฎหมาย และการสถาปนากฎเกณฑ์รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามแดน (Transboundary Environmental Accountability) เพื่อจัดการกับทุนที่สร้างมลพิษอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องละเลยประเด็นความมั่นคงแบบเก่าคือเรื่องความทหาร ทว่าเราต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่บริเวณชายแดนเสมอกัน

ท้ายที่สุด การเมืองชายแดนไทย-กัมพูชา และความสัมพันธ์ไทย-จีน จะไม่สามารถบรรลุความยั่งยืนได้ หากรัฐบาลกลางในกรุงเทพฯยังคงออกแบบนโยบายผ่านสายตาของศูนย์กลางอำนาจ หรือมองผ่านเพียงแว่นตาของการทำธุรกิจกับมหาอำนาจ แต่รัฐบาลต้องดึงเอา ตัวแสดงระดับท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม เครือข่ายประชาชนริมฝั่งโขง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชายแดน เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางความมั่นคง รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รองรับทุน หรือเป็นเพียงทางผ่านของสงครามข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นรัฐที่มีเจตจำนงทางการเมืองในการปกป้องชีวิตของประชาชน และพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับจากปักกิ่งพร้อมตัวเลขการลงทุน 70,000 ล้านบาท คำถามที่น่าสนใจคงไม่ใช่เรื่องเพลงเถียนมี่มี่ที่นายกฯขึ้นไปร้องบนเวทีในงานเลี้ยงต้อนรับ แต่คำถามสำคัญคือ อะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ถูกประกาศออกมา การเยือนจีนของนายกฯระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ถูกรัฐบาลชูเป็นผลงานสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ดึงบริษัทเทคโนโลยีจีนสี่แห่งเข้ามาลงทุน และด้านความมั่นคงที่จีนแสดงท่าทีพร้อมช่วยคลี่คลายความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงความร่วมมือปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ คำถามที่ผู้เขียนอยากชวนคิดต่อคือ เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ซ่อนต้นทุนอะไรไว้บ้าง และไทยควรวางตัวอย่างไรต่อไป ตัวเลขบนโต๊ะแถลงข่าวกับเม็ดเงินในบัญชีธนาคาร คือคนละเรื่องกัน และการทูตที่มาพร้อมของขวัญ มักมีใบเสร็จแนบมาด้วยเสมอ

บริษัทอย่าง Xiaomi, ChangAn Automobile, InnoLight Technology และ Eoptolink Technology ที่แสดงความสนใจลงทุนในไทย ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรม Precision Technology เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสงสำหรับ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ และฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “China Plus One” ที่ทุนจีนพยายามกระจายฐานการผลิตออกจาก
แผ่นดินใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันของสหรัฐและตะวันตก ไทยซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างพร้อม จึงกลายเป็นหนึ่งในปลายทางที่ได้อานิสงส์

แต่ก่อนจะฉลองกันเกินไป มีสามเรื่องที่ควรใส่ใจ เรื่องแรก ตัวเลข 70,000 ล้านบาทตอนนี้ยังเป็นเพียง “แผนการลงทุน” ไม่ใช่เม็ดเงินที่ลงจริงแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมาของไทยกับการเจรจาลงทุนต่างชาติหลายครั้งบอกเราว่า ตัวเลขที่ประกาศตอนผู้นำไปเยือนมักสูงกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในภายหลัง เพราะติดขัดเรื่องกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เรื่องที่สอง อุตสาหกรรมที่จีนสนใจ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์สำหรับ Data Center อยู่ในสายตาของมาตรการควบคุมส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ พูดง่ายๆ คือ ถ้าไทยกลายเป็นฐานผลิตให้บริษัทจีนกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีโอกาสที่ไทยจะถูกดึงเข้าไปอยู่กลางสงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจโดยไม่ตั้งใจ และเรื่องที่สาม การพึ่งพาทุนจีนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์มากเกินไป อาจกระทบความสามารถของไทยในการรักษาสมดุลกับคู่ค้าและพันธมิตรความมั่นคงรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือญี่ปุ่น ซึ่งยังเป็นแหล่ง FDI สำคัญของไทยไม่แพ้กัน

ประเด็นที่น่าจับตาไม่แพ้เรื่องเศรษฐกิจคือท่าทีของสี จิ้นผิง ที่พร้อมเป็นตัวกลางคลี่คลายความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการที่จีนรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างแทนไทย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้กัมพูชารู้สึกไม่สะดวกใจหากต้องเดินทางมาประชุมในไทย ฟังดูเป็นความช่วยเหลือฉันมิตร แต่ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่มหาอำนาจอาสาเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของประเทศเล็กสองประเทศที่ตนเองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งคู่อยู่แล้ว มักไม่ใช่ท่าทีที่บริสุทธิ์ใจล้วนๆ มันคือการตอกย้ำสถานะของตัวเองในฐานะผู้จัดระเบียบภูมิภาค (Regional Order-Setter) ซึ่งจีนพยายามสร้างมาต่อเนื่องผ่านกรอบแม่โขง-ล้านช้างและข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง มหาอำนาจที่เสนอตัวเป็นคนกลางระหว่างมิตรทั้งสองฝ่ายของตัวเอง ไม่เคยเป็นกลางอย่างแท้จริง และยังสะท้อนให้เห็นว่าใครคือผู้กำหนดกติกาในบ้านหลังนี้

ที่น่าคิดต่อคือ จีนเองก็เป็นผู้ขายรถถังให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาชี้แจงระหว่างการเยือนครั้งนี้ด้วยซ้ำ เมื่อจีนมีความสัมพันธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงกับทั้งสองฝ่าย บทบาท “คนกลาง” จึงซับซ้อนกว่าที่ปรากฏบนหน้าสื่อมาก คำถามที่ไทยต้องตอบให้ได้คือ การให้จีนเข้ามาข้องเกี่ยวกับข้อพิพาทที่โยงกับอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน จะทำให้ไทยเสียความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายระยะยาวหรือไม่ กลไกที่มีอยู่แล้วอย่างอาเซียนหรือการเจรจาทวิภาคีตรงกับกัมพูชา จึงยังควรเป็นช่องทางหลักที่ไทยให้น้ำหนัก ไม่ใช่ปล่อยให้การพึ่งพาจีนฝ่ายเดียวกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของภูมิภาคไปโดยปริยาย และสิ่งที่เราพึงต้องตระหนักให้มากคือ จีนคงจะไม่เลือกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งไทยและกัมพูชา ต่างอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน

ในบรรดาทุกประเด็น ความร่วมมือปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติน่าจะเป็นเรื่องที่มั่นคงที่สุด เพราะเหยื่อจำนวนมากเป็นพลเมืองจีน และปฏิบัติการส่วนใหญ่กระจุกอยู่แถบชายแดนเมียนมา-ไทย-กัมพูชา ซึ่งตรงกับปัญหาความมั่นคงชายแดนที่ไทยเผชิญอยู่แล้วพอดี ความร่วมมือแบบนี้จึงยั่งยืนมากกว่าเรื่องอื่น เพราะไม่มีใครเสียผลประโยชน์ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เรื่องนี้ถูกใช้เป็นไพ่ต่อรองแลกกับการยอมรับบทบาทของจีนในประเด็นอื่นที่อ่อนไหวต่ออธิปไตยมากกว่า

ในเชิงปฏิบัติ รัฐบาลควรตั้งกลไกติดตามผลการลงทุนของบริษัทจีนทั้งสี่แห่งอย่างจริงจัง เพื่อให้ “แผนการลงทุน” กลายเป็นเม็ดเงินจริง สร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แรงงานไทยตามที่กล่าวอ้างไว้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงามสำหรับข่าวการทูตส่วนเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยควรรับฟังข้อเสนอความช่วยเหลือจากจีนด้วยความระมัดระวัง ยึดหลักการเจรจาทวิภาคีและกลไกอาเซียนเป็นแกนหลักต่อไป

ทริปนี้สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ลึกซึ้งขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน มีทั้งโอกาสที่จับต้องได้จริงและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการหา “จังหวะก้าว” ที่พอดี รับโอกาสทางเศรษฐกิจจากจีนไปพร้อมกับรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของตัวเองไว้ให้ได้ ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ซับซ้อนขึ้นทุกขณะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศเล็กที่ไม่กล้าต่อรอง ก็มีสถานะไม่ต่างจากประเทศที่ไม่มีอำนาจต่อรองเลย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5817205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J0PGy2DZCsw0jijBGhqQe