จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล สะท้อนสัญญาณอ่อนแอของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจ แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ดูแข็งแกร่ง
ข้อมูลวิเคราะห์จากสำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ หรือ BLS เรียบเรียงโดยสำนักข่าว CNBC พบว่า ในปี 2026 มีชาวอเมริกันมากกว่า 1.8 ล้านคนที่อยู่ในสถานะ “ว่างงานระยะยาว” หรือไม่มีงานทำติดต่อกันอย่างน้อย 27 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นราว 45% เมื่อเทียบกับปี 2019 และเพิ่มขึ้น 55% จากปี 2023
สัญญาณเตือนสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ
หนึ่งในนั้นคือ พาร์กเกอร์ เทย์เลอร์ วัย 29 ปี จากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา ซึ่งเพิ่งผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต หลังจากไม่เคยว่างงานมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่กลับยังไม่สามารถหางานใหม่ได้หลังถูกเลิกจ้างจากงานขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ปี 2025
เทย์เลอร์ กล่าวว่า การไม่มีรายได้ประจำทำให้แผนการออมเพื่อเกษียณและการลงทุนระยะยาวต้องหยุดชะงัก เขาลดค่าใช้จ่ายแทบทุกด้าน ตั้งแต่อาหารไปจนถึงการเข้าสังคม และแม้จะสมัครงานไปแล้วราว 100 ตำแหน่ง พร้อมผ่านการสัมภาษณ์หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการว่าจ้าง
ผมกังวลทุกคืนว่าช่วงเวลานี้อาจส่งผลต่ออนาคตของผม ครอบครัว และลูก ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ปัจจุบัน ผู้ว่างงานระยะยาวคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ว่างงานทั้งหมดในสหรัฐฯ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพตลาดแรงงาน
คอรี สตาห์เล นักเศรษฐศาสตร์จาก Indeed ระบุว่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดแรงงานมีประสิทธิภาพเพียงใดในการดูดซับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบ
มันบอกเราได้มากเกี่ยวกับสุขภาพเศรษฐกิจ และบอกว่าตลาดแรงงานกำลังทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในการรองรับผู้ที่ตกงาน
รายได้หาย สุขภาพจิตทรุด
ผลกระทบของการตกงานระยะยาวไม่ได้จบแค่การขาดรายได้ จากผลการศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเมืองบอสตัน พบว่า ผู้ที่ตกงานระยะยาวมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่ไม่เคยตกงานถึง 32% แม้เวลาจะผ่านไปถึง 10 ปี ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ตกงานในช่วงเวลาสั้น ๆ มีรายได้ลดลงเฉลี่ยเพียง 9%
ขณะเดียวกัน รายงานของ Pew Research Center ยังพบว่า ผู้ว่างงานระยะยาวมีแนวโน้มเข้ารับการรักษาหรือขอคำปรึกษาด้านภาวะซึมเศร้าและสุขภาพจิตมากกว่าผู้ที่ว่างงานไม่เกิน 3 เดือนมากกว่า 2 เท่า
คาร์ล ฟาน ฮอร์น ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานแห่งมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ระบุว่า นอกจากการสูญเสียคนใกล้ชิดแล้ว การตกงานเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดในชีวิตมนุษย์
ครอบครัวและสังคมได้รับผลกระทบ
งานวิจัยหลายชิ้นยังพบว่า การตกงานของพ่อแม่ส่งผลต่อบุตรหลานโดยตรง โดยเพิ่มโอกาสที่เด็กจะต้องเรียนซ้ำชั้นราว 15% นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่ถูกเลิกจ้างในวัยทำงานมีแนวโน้มลดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชนและสังคม
รายงานของ Urban Institute ยังระบุว่า พื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้ว่างงานระยะยาวสูง มักเผชิญอัตราอาชญากรรมและความรุนแรงที่สูงขึ้นตามไปด้วย
หลายคนต้องพึ่งเงินเก็บและก่อหนี้
อานา เฟเบรส-กอร์เดโร หญิงวัย 29 ปีจากนครชิคาโก เปิดเผยว่า สุขภาพจิตของเธอทรุดลงหลังตกงานมานานกว่าหนึ่งปี เธอลดการพบปะเพื่อนฝูงเพื่อประหยัดเงิน และต้องพึ่งพาแฟนในการช่วยรับภาระค่าเช่าที่อยู่อาศัย
ขณะที่ ลินด์เซย์ แอกเกอร์ หญิงวัย 38 ปีจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ เปิดเผยว่า เธอเริ่มค้างชำระหนี้บัตรเครดิตและเงินกู้การศึกษา หลังสูญเสียงานในอุตสาหกรรมสุขภาพเมื่อปีที่แล้ว โดยเธอต้องถอนเงินจากกองทุนเกษียณมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และชะลอแผนการมีครอบครัวออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ตลาดแรงงานเข้าสู่ยุค “จ้างน้อย ปลดน้อย”
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ว่างงานระยะยาวเป็นผลจากภาวะตลาดแรงงานแบบ “Low-Hire, Low-Fire” หรือ “จ้างน้อย ปลดน้อย” แม้นายจ้างจะไม่ได้ปลดพนักงานจำนวนมาก แต่ก็เปิดรับพนักงานใหม่ลดลงเช่นกัน ทำให้ผู้ตกงานใช้เวลานานกว่าจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้
กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาวยังรวมถึงบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาหางานแรกไม่ได้ โดยข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก พบว่า อัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่ 5.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ 4.2%
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากจำนวนผู้ว่างงานระยะยาวยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากผู้บริโภคจำเป็นต้องลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญถึงประมาณสองในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ
ที่มา: CNBC
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cCmrJx8ZttrOJDzxlmdOk

