
‘สภาพัฒน์’ เผยเศรษฐกิจไทย ตรมาส2/69 โต 1.9% สูงกว่าคาด หลังส่งออก-ลงทุนเอกชนแรง พร้อมปรับเป้า GDP ปี 69 จาก 2% เป็น 2.2% คาด Q3 ฟื้นตัวดีขึ้น จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง การค้าโลก น้ำแล้ง และหนี้ SME เร่งรัฐอัดลงทุน-ส่งออก
17 ส.ค.2569-นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ สศช.เคยคาดไว้ราว 1.15% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก และหากปรับผลตามฤดูกาล เศรษฐกิจไตรมาส 2 หดตัว 0.2% จากไตรมาสแรก
สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เพิ่มจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% จากที่ขยายตัว 9.4% ในไตรมาสแรก เนื่องจากการลงทุนรัฐวิสาหกิจลดลง 12.2% แม้การลงทุนรัฐบาลยังขยายตัว 4.9% สศช.จึงเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี
ส่วนด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 14.1% ได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่ม 129% และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เพิ่ม 65% ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งลดลง 42.4% ส่วนบริการขยายตัว 5.1% สำหรับการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 17.6%
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงถึง 27.2% จากการนำเข้าน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนแผงวงจรรวม และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก รวมถึงการเร่งนำเข้าพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ราว 12% ของ GDP แต่หากหักผลจากน้ำมันและทองคำ ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัวเพียง 0.2% จาก 3.4% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเหลือ 50.3 จาก 52.8 อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6%
ด้านภาคการผลิต ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 6.1% เป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ส่วนภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ขณะที่สาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% แม้รายได้ต่อทริปปรับเพิ่มขึ้น สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.96% เงินเฟ้อทั่วไป 2.7% เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 279.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนี้สาธารณะ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP
นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้าน Supply Chain ต้องนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบจำนวนมาก ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยง แม้แนวโน้มสถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 8% ไปยังราคาผู้บริโภค จากสถานการณ์ดังกล่าว สศช.ปรับสมมติฐานเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.9% เป็น 3.3% และการค้าโลกจาก 3.6% เป็น 4.3% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์
นอจากนี้ สศช.ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5-3.5% จากเดิม 1.8-2.8% และนำเข้าเป็น 7-8% จากเดิม 5.3-6.3% โดยยังคงคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32 ล้านคน รายได้ 1.65 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จากค่ากลาง 2% เป็น 2.2% หรืออยู่ในช่วง 2-2.5% คาดการบริโภคเอกชนโต 2.6% ลงทุนเอกชน 9.6% ลงทุนภาครัฐ 3.1% ส่งออก 15.1% และนำเข้า 25.5% เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-2% และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของ GDP โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ขณะที่ต้องติดตามมาตรการภาษีและการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด แม้ไทยยังมีความสามารถแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ
ส่วนความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของการค้าโลก เงินเฟ้อและภาวะการเงินโลก ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม ภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระอยู่ที่ 15.91% และ NPL ของ SME ราว 9% ของสินเชื่อรวม สำหรับแนวทางบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี สศช.จะเร่งดูแลภาคเกษตรและบริหารจัดการน้ำ รักษาแรงส่งการส่งออกและกระจายตลาด เร่งอำนวยความสะดวกการลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศ Data Center เร่งเบิกจ่ายและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงส่งเสริม PPP และ Thailand Future Fund พร้อมเร่ง Energy Transition และลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าที่มีความเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาส 2 หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มลดลง โดยยังคงประมาณการ GDP ทั้งปีที่ 2.2%
นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนกรณีอินโดนีเซียพยายามดึงผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นไปลงทุน ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตและ Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะสมมากว่า 30 ปี จึงเชื่อว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่มาตรการอำนวยความสะดวกนำเข้าชิ้นส่วนมีเป้าหมายเพื่อรักษาการจ้างงาน การส่งออก และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มากกว่าการเพิ่มรายได้จากภาษีนำเข้า
สำหรับการส่งออกรถยนต์นั่งที่ลดลงกว่า 40% คาดว่าเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากมาตรฐานด้านคาร์บอนและการแข่งขันของรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้น แต่รถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยยังขยายตัวราว 50-55% สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานการผลิตไทย ส่วนอุตสาหกรรม EV ในระยะแรก ไทยอาจต้องนำเข้าชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ เช่น มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน ก่อนพัฒนาการผลิตในประเทศและเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้าง Supply Chain EV ให้แข็งแกร่งและเพิ่มมูลค่าการลงทุนในไทยระยะยาว
สำหรับมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นั้น มองว่ายังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เนื่องจาก GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นข้อมูลในอดีตและเกิดขึ้นก่อนมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจึงยังไม่สะท้อนผลของมาตรการในช่วงหลัง ดังนั้นหลังมาตรการสิ้นสุด ยังไม่ควรเร่งสรุปว่าจะต้องมีมาตรการใหม่ทันที แต่ควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และผลของมาตรการที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและตรงเป้าหมายที่สุด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1051444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r3XLFdJEB0TdGei1zWt_a


