ในเวที ‘ดาวอส รัสเซีย 2026’ ปูตินส่งสารชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อำนาจทางเศรษฐกิจค่อยๆ เคลื่อนจาก ‘ตะวันตก’ สู่กลุ่ม ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ ใน BRICS พร้อมยืนยันว่า ‘รัสเซียยังไม่ถูกโดดเดี่ยว’ แม้ต้องเผชิญสงครามและมาตรการคว่ำบาตร
ในเวที ‘ดาวอส รัสเซีย 2026’ ปูตินส่งสารชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อำนาจทางเศรษฐกิจค่อยๆ เคลื่อนจาก ‘ตะวันตก’ สู่กลุ่ม ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ ใน BRICS พร้อมยืนยันว่า ‘รัสเซียยังไม่ถูกโดดเดี่ยว’ แม้ต้องเผชิญสงครามและมาตรการคว่ำบาตร
เวทีประชุมเศรษฐกิจ ‘SPIEF 2026’ หรือ “ดาวอส รัสเซีย” ซึ่งเป็นงานประชุมเศรษฐกิจนานาชาติประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียได้รับการ “จับตามอง” มากเป็นพิเศษจากทั่วโลกในปีนี้ เมื่อถูกยูเครนยิงโดรนถล่มโรงกลั่นในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิ.ย. เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น และยังเป็นการโจมตีเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ในขณะที่รัสเซียกำลังถูกจับตามองอยู่แล้วในฐานะมหาอำนาจทรัพยากรของโลกที่พึ่งพาได้ในยามที่ทั่วโลกปั่นป่วนจากสงครามในตะวันออกกลางมานานกว่า 3 เดือน
ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การปรากฎตัวของประธานาธิบดีปูตินในงานประชุม SPIEF 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. ซึ่งแม้ว่าแกนหลักของสารจากผู้นำสูงสุดของรัสเซียจะยังคงเป็นประเด็นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวิสัยทัศน์อนาคต แต่ระหว่างช่วงการตอบคำถาม Q&A ในเวทีหลักก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองและการตอบกลับ “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” อย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน
จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ เวทีหลักของงาน SPIEF ในปีนี้ ปูตินใช้เวลาในการกล่าวสุนทรพจน์นานถึง 45 นาที ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่นานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในงานนี้ แม้จะไม่นานถึงชั่วโมงเหมือนเมื่อปี 2022 และ 2023 ก็ตาม ใน ขณะที่เซสชั่นหลักครั้งนี้ซึ่งยังประกอบด้วยประธานาธิบดีชาฟคัต มีร์ซิโยเยฟ แห่งอุซเบกิสถาน, ประธานาธิบดีซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน แห่งแทนซาเนีย และรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีน ซึ่งมีการกล่าวสุนทรพจน์บนเวที และมีช่วงเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบหลังจากนั้น กินเวลานานหลายชั่วโมง
ผู้สื่อข่าว “กรุงเทพธุรกิจ” ซึ่งเข้าร่วมการประชุม SPIEF 2026 รายงานสรุปไฮไลท์เวทีการปรากฎตัวของปูตินจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ดังนี้
1. BRICS นำศก.ซีกโลกใต้แซงหน้า ‘G7’ ไปแล้ว
ปูตินใช้ช่วงต้นของการกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีใหญ่ในงาน SPIEF 2026 เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ตอกย้ำว่ากลุ่มประเทศ “บริกส์” (BRICS) ได้แซงหน้ากลุ่มประเทศ “G7” ไปแล้ว โดยศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวจากประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกไปสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) ที่นำโดยบริกส์
ปูตินระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงเศรษฐกิจ” ที่เห็นได้จากการขยายตัวของประชากร ชนชั้นกลาง ภาคอุตสาหกรรม และตลาดภายในประเทศของหลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา โดยย่ำว่า “นี่ไม่ใช่เพียงคำประกาศทางการเมือง แต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัย”
ผู้นำรัสเซียยกตัวเลขว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 49% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมาจากกลุ่มบริกส์ ขณะที่จี 7 คิดเป็นสัดส่วนเพียง 18% ส่วนในระหว่างปี 2020-2025 ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวเฉลี่ย 4.1% ต่อปีนั้น ในจำนวนนี้มาจากแรงหนุนของกลุ่มบริกส์ถึง 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จี 7 มีส่วนเพียง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ ปัจจุบันบริกส์มีสัดส่วนจีดีพีโลกตามกำลังซื้อ (PPP) อยู่ที่ 40% เมื่อเทียบกับจี 7 ที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 29% โดยบริกส์แซงหน้ามาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว และช่องว่างดังกล่าวกำลังขยายตัวต่อเนื่อง ปูตินยังอ้างการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ว่ากลุ่มบริกส์จะยังเติบโตมากกว่า 4% ต่อปีในระยะข้างหน้า ขณะที่จี 7 มีแนวโน้มเติบโตเพียงประมาณ 1.1% ต่อปี
“ศูนย์กลางของการค้าโลกและระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว” ปูตินกล่าว พร้อมย้ำว่าการเติบโตของซีกโลกใต้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า และจะส่งผลให้การค้า การลงทุน และเงินทุนทั่วโลกค่อยๆ เคลื่อนตัวตามไปยังภูมิภาคเหล่านี้มากขึ้น
2. ‘รัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว’
หนึ่งในช่วงที่ได้รับเสียงปรบมือมากที่สุดเกิดขึ้นระหว่างช่วงถามตอบ Q&A เมื่อผู้ดำเนินรายการหยิบจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 130 ประเทศในเวที SPIEF 2026 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับข้อกล่าวหาของชาติตะวันตกที่ว่ารัสเซียกำลังถูกโดดเดี่ยวว่า “นี่ดูเหมือนประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวหรือไม่?”
ปูตินตอบทันทีว่า “การโดดเดี่ยวไม่เคยเกิดขึ้น” พร้อมกล่าวว่าความพยายามแยกรัสเซียออกจากเศรษฐกิจโลกเริ่มต้นจากรัฐบาลสหรัฐในอดีต ก่อนที่หลายประเทศในยุโรปจะดำเนินตาม แต่ในทางปฏิบัติรัสเซียยังคงรักษาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเอาไว้ได้
ผู้นำรัสเซียชี้ว่าแค่มองไปรอบห้องประชุมก็สะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดย SPIEF 2026 มีผู้แทนจากกว่า 130 ประเทศเข้าร่วมทั้งจากเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา
ขณะที่ “สหรัฐ” เองก็มีผู้แทนเข้าร่วมงานเช่นกัน โดยอ้างถึง “ร็อดนีย์ มิมส์ คุก จูเนียร์”(Rodney Mims Cook Jr.) ประธานคณะกรรมการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งมาร่วมประชุมพร้อมกับตัวแทนจากภาคธุรกิจของอเมริกา และนับเป็นการเข้าร่วมของคนในรัฐบาลสหรัฐครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี
นอกจากนั้น ปูตินยังยกตัวอย่างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินอยู่ แม้ในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองอยู่ในระดับตึงเครียด โดยระบุว่ารัสเซียยังคงส่งออกก๊าซ LNG สู่ตลาดโลก และแอลเอ็นจีล็อตแรกจากหนึ่งในโครงการใหม่ได้ถูกส่งไปยังสหรัฐแล้วด้วย ขณะเดียวกันรัสเซียยังคงส่งออกยูเรเนียมให้แก่ลูกค้าในบางประเทศซึ่งรวมถึงสหรัฐเช่นกัน โดยปูตินระบุว่า “ชาวอเมริกันเป็นคนมีเหตุผล หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็จะทำ”
3. โลกกำลังสร้าง ‘ระเบียบการค้าใหม่’ ที่ไม่ต้องผ่านตะวันตก
อีกหนึ่งประเด็นที่ปูตินให้ความสำคัญบนเวที SPIEF 2026 คือ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก ซึ่งเขามองว่ากำลังค่อยๆ ลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตกลง
ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า ในอดีตแม้แต่การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคยูเรเชียด้วยกันเองก็ยังต้องอาศัยระบบการชำระเงิน การประกันภัย การขนส่ง และกลไกทางกฎหมายที่อยู่ภายใต้ประเทศที่สาม ส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมและสร้างความพึ่งพาทางการเมืองไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกันมากขึ้น ขณะที่เส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์สายใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคยูเรเชีย ไม่ว่าจะเป็นระเบียงขนส่งเหนือ-ใต้ (North-South Corridor) เส้นทางขนส่งข้ามอาร์กติก (Trans-Arctic Transportation Route) หรือเครือข่ายขนส่งผ่านทะเลแคสเปียน เอเชียกลาง ทะเลดำ และตะวันออกกลาง
ปูตินยกตัวเลขว่า สัดส่วนของกลุ่ม BRICS ในการส่งออกสินค้าโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และในปีล่าสุดคิดเป็นเกือบ 25% ของการส่งออกทั่วโลกแล้ว ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก BRICS เองก็เพิ่มขึ้นจนสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
4. ยังมั่นใจเศรษฐกิจแม้เผชิญสงคราม-คว่ำบาตร
อีกหนึ่งคำถามสำคัญในช่วง Q&A คือ รัสเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่ประเทศยังเผชิญทั้งสงคราม มาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียเพิ่งเผชิญภาวะการลงทุนลดลง 2.3% ในปีก่อนหน้า แต่กลับประกาศเป้าหมายการลงทุนและการพัฒนารอบใหม่ที่มีความทะเยอทะยาน พร้อมถามว่ารัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างไรท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้
ปูตินยอมรับว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานย่อมสร้างความเสียหายและไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ย้ำว่านักลงทุนรายใหญ่และธุรกิจระยะยาวไม่ได้ตัดสินใจจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดประกอบกัน
ผู้นำรัสเซียระบุว่า แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตร แต่ตลาดภายในประเทศยังคงเติบโต ขณะที่ความเป็นอยู่ของประชาชนปรับตัวดีขึ้น โดยรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมที่วางไว้ หนึ่งในตัวเลขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เป้าหมายลดระดับความยากจนลงเหลือ 7% ภายในปี 2030 ซึ่งรัสเซียระบุว่าสามารถลดลงมาอยู่ที่ 6.7% ได้แล้วในปี 2026 หรือเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้หลายปี
นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียยังยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดในบางช่วงเพื่อควบคุมภาวะเศรษฐกิจ แต่ยอมรับว่า “อัตราดอกเบี้ยในระดับสูง” อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในระยะสั้น
ปูตินย้ำความเชื่อมั่นด้วยว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเสริมความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันทางอากาศควบคู่กันไป พร้อมยืนยันว่าประเทศยังคงเปิดรับการลงทุนและความร่วมมือจากต่างประเทศ โดยความเสี่ยงจากสงครามและการคว่ำบาตรยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ แต่รัฐบาลเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและศักยภาพของตลาดภายในประเทศยังเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนที่มองการเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป
5. ตอบจม.เซเลนสกี ‘ผมจะไม่พบคนที่เขียนจดหมาย’
แม้ SPIEF จะเป็นเวทีเศรษฐกิจ แต่ช่วงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับ “สงครามยูเครน” และช่วงที่ผู้ดำเนินรายการหยิบยกจดหมายเปิดผนึกของประธานาธิบดียูเครน “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” ขึ้นมาในช่วง Q&A ซึ่งจดหมายเรียกร้องให้มีการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย พร้อมถามว่า “ปูตินพร้อมจะพบกับผู้นำยูเครนหรือไม่”
ปูตินตอบว่าเขาได้เห็นจดหมายดังกล่าวแล้ว แต่ยืนยันว่าเขาไม่เคยปฏิเสธการพบปะโดยหลักการ หากการหารือมีสาระสำคัญและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้
“ผมไม่ได้ปฏิเสธการพบปะ แต่จะไม่พบเพียงแค่มาพบกัน”
ปูตินกล่าวว่าการเจรจาระดับผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “เตรียมข้อตกลง” โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายล่วงหน้าแล้วเท่านั้น พร้อมอ้างถึงประสบการณ์จากการเจรจาในอดีต รวมถึงข้อตกลงมินสค์ (Minsk Agreements) ซึ่งเขามองว่าถูกใช้เพื่อซื้อเวลาให้ยูเครนเสริมกำลังทางทหาร
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่สร้างเสียงฮือฮามากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อผู้ดำเนินรายการถามย้ำว่า “นั่นหมายความว่า เขาจะไม่พบกับเซเลนสกีใช่หรือไม่”
“ผมจะไม่พบกับคนที่เขียนจดหมายนั้น” ปูตินตอบอย่างชัดเจน พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ที่รัสเซียอ้างว่ากองกำลังยูเครนโจมตีหอพักวิทยาลัยในลูฮันสก์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระบวนการเจรจาหยุดชะงัก
นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าเขายังคงให้ความเคารพต่อทรัมป์ในฐานะ “เพื่อนร่วมงาน” และมองว่า “สหรัฐสามารถมีบทบาทในฐานะผู้รับประกันข้อตกลงใดๆ ในอนาคตได้ แต่ประเด็นสำคัญทั้งหมดจะต้องได้รับการแก้ไขโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนเอง”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1237290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aWc1rTVeSMJjNDA9J8bDk

