ทีดีอาร์ไอ เตือนไทยรับมือ “โลกผันผวน” ดร.สมเกียรติ ถอดรหัส 4 ปัจจัยวิกฤติ หวั่นชนวน “ประชานิยม” ระเบิด ชี้บทเรียนอินโดนีเซียสะสมปัญหากระทบเศรษฐกิจ
- ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ชี้ 4 วิกฤติหลักที่สร้างความไม่มั่นคงให้คนไทย ได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ภัยคุกคามจาก AI และไซเบอร์ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
- เตือนว่าความไม่มั่นคงในชีวิตจากวิกฤติต่างๆ เป็นสาเหตุสำคัญของ “โรคระบาดประชานิยม” ซึ่งนโยบายแก้ปัญหาระยะสั้นอาจฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศ
- เสนอให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น “ผู้แบกรับความเสี่ยง” (Risk Absorber) โดยเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แทนการใช้นโยบายแจกเงินที่อาจสร้างความเสี่ยงทางการคลัง
วันนี้ (22 ต.ค.69) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดงานเสวนาเรื่อง “ความไม่มั่นคงของคนไทยในโลกที่ไม่แน่นอน” เพื่อสะท้อนภาวะความหวาดกลัว และความไม่มั่นใจต่ออนาคตของคนไทยในปัจจุบัน โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ และสังคมพร้อมส่งสัญญาณเตือนภาครัฐให้เร่งปรับบทบาทในการบริหารจัดการความเสี่ยง ก่อนที่ปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตของประชาชนจะสะสมจนกลายเป็นวิกฤตการณ์
ส่อง 4 ปัจจัยใหญ่ สร้างความไม่มั่นคงชีวิตคนไทย
ดร.สมเกียรติ ชี้ให้เห็นว่า ความไม่มั่นคงในชีวิตของคนไทยกำลังถูกทวีความรุนแรงขึ้นจาก 4 ปัจจัยท้าทายหลักที่คุกคามการทำมาหากิน และความเป็นอยู่ของคนทุกระดับ ได้แก่
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics) นอกเหนือจากข้อพิพาทระหว่างมหาอำนาจระดับโลกแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัย และโครงสร้างการค้าขาย
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง กลายเป็นภัยคุกคามรุนแรงที่กระทบต่อรายได้ และการทำมาหากินของคนไทยทุกเพศ ทุกวัย
- เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI & Cyber Threats) ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI สร้างความไม่มั่นคงต่อคนทำงานสำนักงานที่เสี่ยงถูกทดแทน รวมถึงการนำ AI ไปใช้ในขบวนการ สแกมเมอร์ การหลอกลวง และการโจมตีทางไซเบอร์ที่เข้มข้นขึ้น
- โครงสร้างประชากร และสังคมสูงวัย (Aging Society) การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์สร้างโจทย์ใหญ่ว่า ผู้สูงอายุหลังเกษียณจะมีรายได้เพียงพอ มีสุขภาพที่ดี และมีผู้ดูแลยามเจ็บป่วยหรือไม่
“โรคระบาดประชานิยม” จากความไม่มั่นคงเศรษฐกิจ
ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุด้วยเบื้องหลังของการแพร่ระบาดของ “โรคประชานิยม” ทั่วโลกในปัจจุบัน มีสาเหตุสำคัญมาจาก ความไม่มั่นคงในชีวิต (Insecurity) ของประชาชนโดยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีผู้นำหรือใช้นโยบายประชานิยมเพิ่มขึ้นจาก 4 ประเทศ เป็นเกือบ 20 ประเทศทั่วโลก
เมื่อประชาชนต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูง ข้าวของแพง เงินเฟ้อ หรือปัญหากลโกงสแกมเมอร์ โดยที่รัฐบาลไม่สามารถเร่งแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ความไม่พอใจจะสะสมจนกลายเป็นดินปืนที่เสี่ยงระเบิดออกมาเป็นเหตุการณ์ความวุ่นวายทางสังคมและการประท้วง เช่นเดียวกับบทเรียนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
บทเรียน “อินโดนีเซีย” สะสมปัญหาเศรษฐกิจ และภัยพิบัติ
ดร.สมเกียรติ ได้ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ และภัยพิบัติที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จนนำไปสู่การพิจารณาย้ายเมืองหลวง
กรณีของอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาภัยพิบัติ และปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นซ้ำซากโดยไร้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาครัฐ จะกลายเป็นภัยสะสมที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องนำมาเตือนตนเองว่าอย่ารอให้เกิดวิกฤติแล้วค่อยแก้ไข
จี้รัฐบาลเป็น Risk Absorber
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดร.สมเกียรติ เน้นย้ำว่า ภาครัฐเป็นหน่วยงานที่มีทรัพยากร และงบประมาณมากที่สุด จึงต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้แบกรับความเสี่ยง” (Risk Absorber) เพื่อลดทอนความไม่แน่แน่นอนให้แก่ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐต้องระวังไม่ให้ตนเองกลายเป็นผู้ “สร้างความเสี่ยงทางการคลัง” (Fiscal Risk) เสียเอง ผ่านนโยบายแจกเงินระยะสั้น หรือการอุ้มภาระอุดหนุนพลังงานจนกองทุนติดลบแสนล้านบาท แต่ควรนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชน
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1257500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dKQC8bPoYi9AYVTpT1UtF

