
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยที่ประชุมฯ ได้มีการตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่
* ด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงาน
ประเด็นขับเคลื่อนหลัก
1. เชื่อมโยงการค้า บริการกับการท่องเที่ยว
2. เชื่อมประสบการณ์ เมืองรองและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
3. ปลดล็อก-อำนวยความสะดวก
* ด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงาน
ประเด็นขับเคลื่อนหลัก
1. เกษตรมูลค่าสูง
2. เชื่อมช่องทางการขายกับนิคมอุตสาหกรรม
3. ความมั่นคงทางอาหารผ่านห่วงโซ่อุปทาน
* ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงาน
ประเด็นขับเคลื่อนหลัก
1. เพิ่มองค์ความรู้ สินค้าและบริการมูลค่าเพิ่ม
2. เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน/ชุมชน
3. การแข่งขันที่เป็นธรรม
* ด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงาน
ประเด็นขับเคลื่อนหลัก
1. สร้างสมดุลการค้าผ่าน FTA และขยายตลาดใหม่
2. เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก
นางศุภจี กล่าวว่า ต่อจากนี้ ทั้ง 4 คณะทำงานจะเร่งคัดเลือกและกลั่นกรองประเด็นที่มีศักยภาพสร้างผลกระทบสูง พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยระบุมาตรการ ผลลัพธ์ เจ้าภาพ และกรอบเวลาอย่างชัดเจน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพิจารณาในระดับ กรอ.
การขับเคลื่อนจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
– Quick Big Win สำหรับประเด็นที่สามารถดำเนินการและเห็นผลต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการภายใน 6 เดือน–1 ปี โดยจะติดตามความคืบหน้าทุก 2 เดือน
– Big Win สำหรับประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ระยะเวลา 2–4 ปี โดยรายงานผลปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและสามารถประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ
นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า บริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต
ด้านนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค
อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด
ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CdfoWDesVecMtS-qxh7b4

