• Mon. Oct 26th, 2026

วิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 26/10/69 จับตาฮูตีโจมตีซาอุฯ ดัน WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ – สยามรัฐ

วิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด-26/10/69-จับตาฮูตีโจมตีซาอุฯ-ดัน-wti-ทะลุ-103-ดอลลาร์-–-สยามรัฐวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 26/10/69 จับตาฮูตีโจมตีซาอุฯ ดัน WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ – สยามรัฐ

วิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 26/10/69 จับตาฮูตีโจมตีซาอุฯ ดัน WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ เบรนท์พุ่งแตะ 116 ดอลลาร์

แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569 มีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง หลังกลุ่มฮูตีโจมตีในซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับรายงานเหตุน้ำมันรั่วไหลในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์พลังงานในภูมิภาค

แรงซื้อที่กลับเข้าสู่ตลาดอย่างชัดเจนในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และเบรนท์ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดย WTI ปิดเหนือระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ทะยานเหนือ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาก่อนเปิดตลาด
1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคาน้ำมัน

การโจมตีของกลุ่มฮูตีในซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ตลาดกังวลว่าการผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากแรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอุปทาน 

2. เหตุน้ำมันรั่วไหลใน UAE เพิ่มความไม่แน่นอน

ทางการ UAE รายงานพบน้ำมันรั่วไหลบริเวณนอกชายฝั่ง Umm Al Quwain แต่ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุและไม่สามารถระบุเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดต้องติดตาม แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมากน้อยเพียงใด 

3. ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง แต่ยังเสี่ยงผันผวน

ราคาปิดวันที่ 23 ตุลาคมสะท้อนแรงซื้อที่แข็งแกร่ง โดย WTI เพิ่มขึ้น 3.82% สู่ระดับ 103.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์เพิ่มขึ้น 3.14% สู่ระดับ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลอดทั้งสัปดาห์ เบรนท์เพิ่มขึ้น 6% และ WTI เพิ่มขึ้น 2.3% 

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วอาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหากไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่ยืนยันว่าการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันได้รับความเสียหายจริง

4. อุปทานจากแหล่งอื่นอาจช่วยจำกัดการขึ้นของราคา

ตลาดยังต้องประเมินมาตรการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และเยอรมนี ตลอดจนสถานการณ์การผลิตในลิเบีย ซึ่งมีรายงานว่าการปิดวาล์วท่อส่งน้ำมันส่งผลให้การผลิตบางส่วนลดลง ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อสมดุลอุปสงค์และอุปทาน และอาจทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง 

แนวโน้มราคาน้ำมันดิบวันที่ 26 ตุลาคม 2569
ภาพรวมก่อนเปิดตลาดยังให้น้ำหนักกับ แนวโน้มขาขึ้นที่มีความผันผวนสูง โดยราคาจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ และหลักฐานที่ยืนยันว่าการส่งออกน้ำมันได้รับผลกระทบจริงหรือไม่

อย่างไรก็ดี ข้อมูลการซื้อขายช่วงต้นวันจันทร์ตามรายงาน Reuters ระบุว่า ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวจากระดับสูงสุด โดย WTI ลดลง 0.96% มาอยู่ที่ 102.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์ลดลง 0.8% มาอยู่ที่ 115.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลาที่รายงาน ซึ่งสะท้อนว่าแรงขายทำกำไรอาจเข้ามาสลับกับแรงซื้อจากความกังวลด้านอุปทาน 

ดังนั้น ทิศทางระยะสั้นจึงยังไม่ใช่การปรับขึ้นทางเดียว หากความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหรือมีความเสียหายต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่ง ราคามีโอกาสกลับขึ้นทดสอบระดับสูงเดิม แต่หากสถานการณ์คลี่คลายและอุปทานยังไหลเข้าสู่ตลาดได้ตามปกติ ราคาก็อาจปรับฐานลงต่อ

นักลงทุนควรจับตาข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์ขนส่งน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยชี้นำราคามากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาเพียงวันเดียว ส่วนการประเมินทิศทางควรพิจารณาควบคู่กับข้อมูลอุปทานจริงและแรงขายทำกำไร โดยไม่ไล่ซื้อจากราคาที่พุ่งขึ้นแรงเพียงอย่างเดียว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/331154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jymMLU7XRe1nzLBYCdMdR