• Sun. Sep 20th, 2026

วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 21/09/69 – สยามรัฐ

วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด-21/09/69-–-สยามรัฐวิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 21/09/69 – สยามรัฐ

ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดการซื้อขายวันที่ 21 กันยายน 2569 ภายใต้บรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง หลังการซื้อขายวันที่ 18 กันยายนปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 95.40 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 51,682.64 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 12.74 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 7,650.50 จุด และดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 104.25 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 26,522.55 จุด

ปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตาในช่วงเปิดสัปดาห์ใหม่คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ขยับขึ้นแตะระดับ 5% ซึ่งถือเป็นระดับสูงมากและอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและผู้บริโภคสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้เมื่อเทียบกับหุ้น จึงเป็นแรงกดดันต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มีราคาสูงและหุ้นเติบโต

อีกประเด็นที่ตลาดยังไม่สามารถมองข้ามได้คือ ราคาน้ำมันดิบที่ยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ราคาจะอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐปิดที่ประมาณ 100.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.6% ในวันที่ 18 กันยายน การที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงทำให้ตลาดกังวลว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ และทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวได้ยากขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ตลาดยังประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด การที่ทั้งราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง จึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้านต่อหุ้นสหรัฐฯ เพราะอาจกระทบทั้งต้นทุนของบริษัทและแนวโน้มการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยพยุงจาก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยวันที่ 18 กันยายน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยหนุนตลาด ขณะที่การฟื้นตัวของหุ้นชิปช่วยให้แนสแด็กและเอสแอนด์พี 500 สามารถปิดในแดนบวก แม้ภาพรวมตลาดจะมีหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

สำหรับผลการดำเนินงานตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาวโจนส์เป็นดัชนีที่อ่อนแอที่สุด โดยลดลงประมาณ 1.7% หรือ 890.65 จุด ขณะที่เอสแอนด์พี 500 ลดลงประมาณ 0.1% และแนสแด็กเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7% สะท้อนให้เห็นถึงการหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์บางส่วน แม้ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนพลังงาน

สำหรับการเปิดตลาดวันที่ 21 กันยายน นักลงทุนจึงน่าจะให้น้ำหนักกับ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นหลัก หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังทรงตัวบริเวณ 5% หรือปรับตัวสูงขึ้นอีก อาจเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าตามปัจจัยการเติบโตในอนาคต ขณะที่หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง ก็อาจช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดได้

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังมีศักยภาพส่งผลต่ออุปทานน้ำมันโลก หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักเพิ่มเติม ราคาพลังงานอาจกลับมาเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นและอัตราเงินเฟ้ออีกครั้ง

ขณะเดียวกัน สัปดาห์นี้ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตาม โดยข้อมูลเบื้องต้นของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน จะช่วยให้นักลงทุนประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม ขณะที่การพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 24 กันยายน ก็เป็นอีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ

สรุปภาพรวมก่อนเปิดตลาด 21 กันยายน 2569: ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับแรงกดดันจาก บอนด์ยีลด์ 10 ปีระดับ 5% และราคาน้ำมันเหนือ 100 ดอลลาร์ ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ดังนั้นทิศทางตลาดในช่วงต้นสัปดาห์มีแนวโน้มขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของพันธบัตรและน้ำมันเป็นสำคัญ รวมถึงการตีความของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sOvwTCB9B2Knasfio7jZM