ภาคเอกชน ตลาดทุน ภาครัฐ ร่วมมือเร่งวางมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเข้มข้น WHA ยืนยันนิคมฯ ปลอดภัยจากน้ำท่วม ดันลงทุนใหม่ “ส.อ.ท.” ตั้งวอร์รูมช่วยสมาชิก จี้รัฐเร่งสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า “พาณิชย์” เร่งกระจายสินค้าเข้าพื้นที่เสี่ยง หวั่นขนส่งสะดุด “เฟทโก้” ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรงเท่าปี 54
- ภาครัฐและเอกชนร่วมประเมินสถานการณ์น้ำท่วม โดยเชื่อว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะเป็นระยะสั้นและไม่รุนแรงเท่าปี 2554 เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมที่ดีกว่า
- ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระยะยาว
- กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการดูแลปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยขอความร่วมมือชะลอการส่งออกไข่ไก่ 30-50% เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ
จากสถานการณ์น้ำท่วมปี 69 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐ แม้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยระยะสั้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมและตลาดทุนยังมีภูมิคุ้มกันที่ดี ดังนั้น รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายสินค้า และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปยังกำลังซื้อฐานรากของประเทศ
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์น้ำท่วมเป็นผลกระทบในระยะสั้นซึ่งปีนี้เน้นหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของ WHA ยังไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ ยืนยันว่านิคมอุตสาหกรรมของ WHA ทั้ง 15 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC 14 แห่ง และสระบุรี 1 แห่ง รวมถึงศูนย์โลจิสติกส์ (Logistics Center) อีกกว่า 50 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบบางนา-ตราด ทุกแห่งยังคงปลอดภัยและมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นอย่างดี
สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ การเร่งดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้าประเทศ หลังจากหลายปีที่ผ่านมามีการดึงการลงทุนเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการสร้างโรงงาน เริ่มเดินหน้าการผลิต และส่งออกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การจัดงานประชุมระดับโลกที่มีผู้นำกว่า 5,000 คน ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเพื่อต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ
ส.อ.ท.เร่งรัฐเร่งสร้างระบบ Early Warning
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ประเด็นวิกฤติปัญหาน้ำท่วมที่กระทบภาคเอกชนและภาคธุรกิจ เห็นว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบวงกว้างตั้งแต่ระดับประชาชน พนักงานและกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความยาวและต่อเนื่องกัน
ทั้งนี้ เพื่อรับมือวิกฤตการณ์ดังกล่าว ส.อ.ท.เปิดวอร์รูม (War Room) ทำหน้าที่ดูแลและเร่งช่วยเหลือสมาชิก ส.อ.ท.รวมถึงภาคอุตสาหกรรมในภาวะวิกฤติใกล้ชิด โดยภารกิจสำคัญขณะนี้เป็นการพยายามผลักดันให้น้ำลดลงเร็วที่สุด เพื่อให้ภาคธุรกิจและโรงงานกลับเข้ามาฟื้นตัวและเปิดดำเนินกระบวนการผลิตได้ปกติ
นอกจากนี้ ส.อ.ท.เสนอแนะข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ โดยย้ำความจำเป็นการเร่งพัฒนาและสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพของประเทศยังไม่มีเพียงพอ ทำให้ครั้งนี้ต้องให้ความสำคัญและเร่งปรับปรุงระบบดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบป้องกันและลดความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระยะยาว
“เฟทโก้” ชี้อุทกภัยปีนี้ไม่น่าห่วง
นายไพบูลย์ นรินทรางกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติอุทกภัยปี 2554 พบว่า สถานการณ์ในปัจจุบันมีความรุนแรงเบากว่ามาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำสะสมมหาศาลมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความจุของเขื่อนขนาดใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีระดับน้ำเก็บกักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82% ขณะที่ปี 2554 อยู่สูงถึง 94% ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่เหลือความจุรองรับเพียง 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
เมื่อเจาะลึกรายเขื่อน พบว่า ปัจจุบันมีเขื่อนที่น้ำเต็ม 100% เพียง 3 แห่ง เทียบกับปี 2554 ที่มีถึง 12 แห่ง ขณะที่เขื่อนหลักขนาดใหญ่ 2 เขื่อน คือ ในภาคเหนืออย่างเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 67% และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 80% ซึ่งยังรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก เทียบกับปี 2554 สองเขื่อนนี้รับน้ำไม่ได้อีกแล้ว
ยันกระทบ บจ.จำกัด-กลุ่มซ่อมแซมได้อานิสงส์
สำหรับผลกระทบน้ำท่วมรอบนี้ ต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประเมินว่า น้อยมาก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและ บจ. ส่วนใหญ่มีการเตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการป้องกันโรงงานมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว แม้มองว่า จะมีผลกระทบทางอ้อมต่อกำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่กลุ่มธุรกิจบางประเภทกลับได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ
ทั้งนี้ ทำให้ภาพรวมผลประกอบการ บจ. ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันต่างเข้าใจดีว่าภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยชั่วคราวและหันไปเน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก
ดังนั้น แนวโน้มทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ นายไพบูลย์ คาดว่า จะกลับเข้าสู่ ทิศทางขาขึ้น หลังจากการปรับฐาน มองกรอบเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,650-1,700 จุด
สำหรับปัจจัยสนับสนุนในประเทศ มีความผ่อนคลายทั้งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่คาดไม่ได้รุนแรงและอยู่ในวิสัยที่จัดการได้,การเมืองที่นิ่งขึ้น และคาดการณ์กำไร บจ. ในไตรมาส 3 ที่จะโตกว่า 20% ส่งผลให้กำไร บจ. ทั้งปี 2569 มีโอกาสเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 15–20% ซึ่งจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) หันกลับเข้ามาซื้อสะสมหุ้นไทยอีกครั้งในระยะถัดไป
“พาณิชย์” พร้อมรับมือน้ำท่วม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้ง Single Command โดยให้พาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลความต้องการสินค้าและปัญหาในแต่ละพื้นที่ พร้อมประสานผู้ผลิต ผู้จัดส่ง ห้างค้าปลีกค้าส่ง และตลาดทั่วประเทศ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
หากพื้นที่ใดประสบปัญหาด้านการขนส่งและกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้โดยตรง จะประสานกระทรวงกลาโหมและกองทัพเข้าช่วยลำเลียงสินค้าและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ โดยกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาจเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนหรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์กระจายสินค้า เพื่อประเมินกำลังคน รอบการขนส่ง และปริมาณสต๊อกสินค้า โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดปทุมธานี และขอให้ผู้ประกอบการเพิ่มและสำรองสต๊อกสินค้าในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรองรับความต้องการในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม
นางศุภจี กล่าวว่า ขณะนี้สินค้าบางรายการ เช่น ไข่ไก่และผักสด เริ่มมีปัญหาด้านราคาในบางพื้นที่ เนื่องจากการขนส่งยังติดขัดจากสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาดและพื้นที่ที่มีความต้องการ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่ เช่น ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมด้านสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลกินเจที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม โดยประสานผู้ผลิตและตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้สถานการณ์น้ำท่วมกระทบต่อปริมาณสินค้าและราคาสินค้าในช่วงเทศกาล
ชะลอส่งออกไข่ 30-50% ดึงสต๊อกไว้ในประเทศ
สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ กรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และเกษตรกร เพื่อประเมินปริมาณไข่ไก่และบริหารจัดการให้มีเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ
มาตรการสำคัญคือ ขอความร่วมมือผู้ส่งออกชะลอการส่งออกไข่ไก่ประมาณ 30-50% และยืดระยะเวลาการส่งออกออกไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้มีปริมาณไข่ไก่สำรองและกระจายอยู่ในประเทศอย่างทั่วถึง พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงให้ยืดอายุแม่ไก่ไข่ เพื่อช่วยรักษาปริมาณผลผลิตในระบบ
ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาไข่ไก่หรือสินค้าจำเป็นมีราคาไม่เป็นธรรม สินค้าขาดแคลน หรือพบปัญหาในพื้นที่ที่หน่วยงานยังเข้าไม่ถึง สามารถแจ้งกรมการค้าภายในผ่านสายด่วน **1569** เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหา
นางศุภจี กล่าวว่า ระยะเวลาที่สถานการณ์สินค้าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน เนื่องจากต้องติดตามสถานการณ์น้ำป่าและผลกระทบในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 30 จังหวัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r-eWebdOvumyd5Kq2x4Db

