• Thu. Sep 24th, 2026

รวมทุกปัญหา ข้อเสนอแนะ และวิวาทะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมาย

รวมทุกปัญหา-ข้อเสนอแนะ-และวิวาทะ-‘ดาต้าเซ็นเตอร์’-จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมายรวมทุกปัญหา ข้อเสนอแนะ และวิวาทะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมาย

ก่อนจะบอกว่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นการลงทุนที่ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ สำหรับประเทศ ลองหยุดคิดสักนิด แล้วถามตัวเองก่อนว่า เรารู้จักธุรกิจนี้ดีพอแล้วหรือยัง?

เพราะดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งไม่ได้มีแค่ตัวเลขเงินลงทุน แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI และคลาวด์ ไปจนถึงไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน การจ้างงาน ซัพพลายเชน และข้อมูลที่ถูกนำเข้ามาประมวลผล

เมื่อประเทศไทยกำลังมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนเยอะขึ้น สิ่งที่ต้องมองต่อคือ โครงสร้างพื้นฐานนี้มีความสำคัญอย่างไร ประเทศไทยจะได้อะไรจากมัน และต้องแลกกับอะไรบ้าง

ทำไมประเทศไทยถึงต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์?

อย่างแรก หลายคนอาจยังสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยถึงต้องมี ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ และโครงสร้างพื้นฐานนี้สำคัญอย่างไร?

‘จูน-จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

‘จรีพร’ เล่าว่า เธอพยายามดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเวลานั้นไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ ต้นทุน และปัญหาเรื่องสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน ‘สิงคโปร์’ และ ‘มาเลเซีย’

จูน-จรีพร จารุกรสกุล ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside

แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ‘จรีพร’ มองว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานนี้ยิ่งชัดขึ้น เพราะ AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ แต่ต้องทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เรื่องอธิปไตยทาง AI ความมั่นคง ความปลอดภัย และข้อมูลของแต่ละประเทศ ยิ่งทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นมากขึ้น

สำหรับ ‘จรีพร’ ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้จบอยู่แค่การสร้างอาคารหรือการจ้างงานในช่วงแรก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อาจต่อยอดไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ ได้ในระยะยาว

ในมุมของ ‘ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ ‘Thailand AI Readiness Index’ ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง ตั้งแต่เซนเซอร์สำหรับเก็บข้อมูล ชิป แผงวงจร สายไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ

เมื่อมีความต้องการจากภาคเอกชนแล้ว ไทยมีโอกาสใช้ความต้องการเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศ ตั้งแต่การดึงองค์ความรู้และงานวิจัยเข้ามา ไปจนถึงการต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนบางอย่างในประเทศ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างคน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ Thailand AI Readiness Index

ขณะที่ ‘เต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทยและตลาดใหม่ มองว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วประมาณ 30-40 แห่ง แต่เท่าที่เขาทราบ ยังไม่มีแห่งไหนมีความจุเกิน 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจำเป็นสำหรับรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ ขณะที่การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นมีขนาดตั้งแต่หลายร้อยเมกะวัตต์ไปจนถึงระดับกิกะวัตต์ ซึ่งเป็นคนละสเกลกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม

เขาอธิบายว่า แอปพลิเคชันบางประเภทต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วมาก หากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ห่างจากผู้ใช้งานมากเกินไป ก็จะมีข้อจำกัดทางเทคนิคจากระยะทาง ‘ธนวัฒน์’ ยกตัวอย่างโมบายแบงก์กิ้ง ระบบในโรงพยาบาล และแอปพลิเคชันสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

เต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside

นอกจากนี้ ข้อมูลบางประเภทก็ไม่ต้องการให้อยู่ในประเทศอื่น ทำให้เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ขนาดหรือมูลค่าการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับการรองรับบริการและการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในประเทศด้วย

‘ธนวัฒน์’ เปรียบ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เหมือน “หัวใจ” เพราะหากระบบยังทำงาน ทุกอย่างก็เดินหน้าตามปกติ แต่ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหาเมื่อไร บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาแล้ว ไทยต้องรับต้นทุนอะไรบ้าง?

เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น คำถามอีกด้านที่ตามมาคือ ไทยต้องใช้ทรัพยากรอะไรแลกกับการลงทุนเหล่านี้บ้าง และผลประโยชน์ที่กลับมาคุ้มค่าหรือไม่

เรื่องแรกที่เห็นชัดคือ ‘ไฟฟ้า’ และ ‘น้ำ’ โดย ‘ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า การประมวลผล AI ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และการมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอาจกระทบการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและต้องใช้น้ำกับภาคเกษตรด้วย

สำหรับไฟฟ้า ‘ณัฐ’ ระบุว่า มีคำขอใช้ไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และหากทั้งหมดถูกใช้งานจริง ก็หมายถึงความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

คำขอเหล่านี้ไม่ได้มาจากศูนย์ที่เน้นเก็บข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีโครงการที่ต้องการกำลังประมวลผลสูงเพื่อรองรับ AI โดย ‘ณัฐ’ มองว่า ความต้องการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้าน AI ระหว่างประเทศ

และเมื่อโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีแค่การเก็บข้อมูลทั่วไป แต่รวมถึงการประมวลผล AI โครงสร้างพื้นฐานที่ไทยกำลังสร้างขึ้นก็อาจไม่ได้รองรับความต้องการจากในประเทศเท่านั้น

‘อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์’ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านสายเคเบิลใต้น้ำเท่าจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค แต่หากไทยรองรับความต้องการใช้งานในประเทศได้ ก็มีโอกาสที่จะมีข้อมูลหรือการประมวลผลจากต่างประเทศเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานในไทยด้วย

ประเด็นนี้ทำให้เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่า ทรัพยากรเหล่านั้นกำลังถูกใช้เพื่อรองรับกิจกรรมอะไร และสุดท้ายแล้วไทยได้อะไรกลับมาจากการลงทุนเหล่านี้

อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์, ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย, และ สาโรจน์ อริวิทวัส ภายในงานเสวนา Renew-able Thailand (จากซ้ายไปขวา)

เงินลงทุนอาจสูงถึงหลายแสนล้านบาท แต่ไม่ได้แปลว่า เงินทั้งหมดจะหมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทย

‘สาโรจน์ อริวิทวัส’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ เช่นกันว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมักพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ในฐานะ ‘ฮีโร่ทางเศรษฐกิจ’ แต่หากการลงทุนเหล่านี้ดีจริง เงินก็ควรสะพัดและกระจายไปทั่วประเทศมากกว่านี้

หนึ่งในประเด็นที่ ‘สาโรจน์’ ตั้งข้อสังเกตคือ อุปกรณ์สำคัญจำนวนมาก ทั้งเซิร์ฟเวอร์ แร็ก สายไฟ ระบบทำความเย็น ชิป และแผงวงจร ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเขาระบุว่า สัดส่วนของสิ่งที่ผลิตในประเทศมีไม่ถึง 30% ทำให้การลงทุนส่วนหนึ่งไหลออกไปกับการนำเข้า แทนที่จะกลายเป็นรายได้ของผู้ผลิตไทย

ขณะที่รายได้จากค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ส่วนนี้ก็กระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย

‘สาโรจน์’ มองว่า เมื่อไฟฟ้ามีจำกัด ไทยควรประเมิน ‘ผลประโยชน์สุทธิ’ ของแต่ละโครงการ โดยดูทั้งสิ่งที่ประเทศได้และทรัพยากรที่ต้องใช้ไป

แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มองว่า เงื่อนไขการลงทุนไม่ควรจบแค่การใช้ที่ดินหรือการก่อสร้าง แต่ควรทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและซัพพลายเชนเทคโนโลยีของไทย

‘สาโรจน์’ ยก ‘สิงคโปร์’ เป็นตัวอย่างว่า เคยหยุดการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเวลา 3 ปี ก่อนเปิดให้ผู้ลงทุนแข่งขันกันว่า โครงการใดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้มากกว่าเมื่อเทียบกับไฟฟ้าที่ใช้ โดยใช้แนวคิด ‘มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไฟ 1 เมกะวัตต์

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร

อีกเรื่องที่ต้องคิดให้รอบด้านคือ พื้นที่ที่จะใช้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์

‘ธนวัฒน์’ ระบุว่า สำหรับ Microsoft การเลือกพื้นที่ไม่ได้ดูแค่ว่ามีที่ดินและไฟฟ้าหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ไม่ควรอยู่ติดกับชุมชน ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และต้องตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างละเอียด

Microsoft มองว่า ประเทศไทยควรเห็นภาพรวมของโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้นว่า หากต้องการดึงดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์เข้ามา ควรตั้งอยู่ที่ไหน มีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอหรือไม่ ระบบสายส่งรองรับหรือไม่ รวมถึงต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย ‘กติกา’ แต่ไทยมีกติกาพอหรือยัง?

เมื่อทั้งไฟ น้ำ พื้นที่ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน คำถามต่อมาคือ ไทยควรวางกติกาอย่างไรเพื่อเลือกรับการลงทุนเหล่านี้

ที่ผ่านมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีช่องว่างอยู่หลายจุด ทั้งเรื่องนิยาม การก่อสร้าง EIA และกฎหมายโรงงาน นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนบางกรณีที่ถูกอธิบายว่าเป็น ‘ดาต้าโฮสติ้ง’ และไม่ได้ถูกรวมอยู่ในข้อมูลของ BOI

ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการแล้ว โดย ‘กทม.’ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมนำไปใช้ประกอบการทบทวนกฎหมาย ทั้งเรื่องควบคุมอาคาร EIA และผังเมือง

แต่สำหรับ ‘ผศ.นนท์ นุชหมอน’ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันไทยยังเป็นเหมือน ‘ประตูที่เปิดกว้าง’ สำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนว่านักลงทุนต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้างก่อนเข้ามาลงทุน

เขาเสนอให้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วางกรอบนโยบาย และปรับกฎระเบียบให้ชัดเจนขึ้น หรือพิจารณาออก ‘พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์’ โดยเฉพาะ พร้อมจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แหล่งที่ตั้ง ความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงความต้องการด้านเทคโนโลยี และผู้ผลิตไทยที่สามารถผลิตชิ้นส่วนให้กับอุตสาหกรรมนี้ได้

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐเห็นว่า นักลงทุนควรใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยเท่าไร และจะเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้อย่างไร

‘นนท์’ มองว่า แม้การกำหนดเงื่อนไขอาจทำให้จำนวนผู้ลงทุนลดลง แต่ไทยก็ควรยอมรับเรื่องนี้

ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม”

มุมมองนี้ทำให้การวัดความสำเร็จของนโยบายอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการที่ดึงเข้ามาได้ แต่อยู่ที่คุณภาพและเงื่อนไขของการลงทุน

แล้วไทยควรเลือกการลงทุนแบบไหน?

ประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ในวันที่ 4 กันยายน โดยมี ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

‘วีระยุทธ’ ระบุว่า ปัจจุบัน BOI อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 57 โครงการ มูลค่ารวม 8.11 แสนล้านบาท โดยประเด็นสำคัญคือ กฎเกณฑ์ใหม่จะสามารถนำไปใช้กับโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วได้หรือไม่

ล่าสุด ‘พรรคประชาชน’ ออกมาเสนอแนวทางต่อ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ให้แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ตามการใช้ไฟเป็น S, M, และ L เพื่อให้กำกับดูแลได้ตรงกับขนาดของโครงการ พร้อมกำหนดให้โครงการขนาด M และ L ต้องทำ EIA เปิดทางให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและแสดงความเห็น

ในด้านการก่อสร้าง ยังเสนอให้ติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์เพื่อติดตามฝุ่น เสียง ขยะ และเวลาก่อสร้าง รวมถึงจัด Zoning และผังเมืองให้ชัดเจน เพื่อให้รัฐวางแผนเรื่องน้ำและไฟฟ้าได้ตรงกับพื้นที่ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ควรมีข้อกำหนดด้านพลังงานหมุนเวียน การประหยัดน้ำ และความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลหากเกิดเหตุถูกโจมตี

อีกด้านหนึ่ง ‘พรรคประชาชน’ เสนอให้เปิดเผยข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ต่อสาธารณะ และปรับสิทธิประโยชน์ BOI โดยเลือกสนับสนุนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศจริง พร้อมเปลี่ยนจากการที่รัฐเป็นฝ่ายเสนอสิทธิประโยชน์ มาเป็นการให้ผู้ลงทุนเสนอว่า โครงการจะสร้างประโยชน์อะไรกลับคืนให้ประเทศไทย

ด้าน ‘ธนวัฒน์’ มองว่า การลงทุนไม่ควรวัดจากจำนวนหรือมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่า บริษัทที่เข้ามาลงทุนต้องทำอะไร และประเทศไทยจะได้อะไรกลับมา ทั้งทักษะของคนไทย ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจไทย และความยั่งยืน ก่อนวัดผลทั้งทางตรงอย่างเงินลงทุน ภาษี และการจ้างงาน และทางอ้อมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยยกระดับบริษัท คน และอีโคซิสเต็มของไทยได้หรือไม่

ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินแค่ว่า ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ ‘ขาว’ หรือ ‘ดำ’ เพราะเป็นเรื่องที่มีต้นทุนและประโยชน์

สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้าประเทศ แต่เป็นการเลือกว่าจะรับการลงทุนแบบไหน และวางกติกาอย่างไรให้เหมาะกับทรัพยากรและเศรษฐกิจของไทย

ที่มา: งานเสวนา Renew-able Thailand, โครงการ Thailand AI Readiness Index, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, พรรคประชาชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-weighs-pros-and-cons-of-data-center-boom/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ef9pBtK6IJZm7-Uhfg6z