• Wed. May 6th, 2026

ยกเลิก MOU44 ทำได้ทันที! แต่อาจมีผลเสียตามมา ‘กัมพูชา’ ได้เปรียบ 3 เด้ง! | เดลินิวส์

ยกเลิก-mou44-ทำได้ทันที!-แต่อาจมีผลเสียตามมา-‘กัมพูชา’-ได้เปรียบ-3-เด้ง!-|-เดลินิวส์ยกเลิก MOU44 ทำได้ทันที! แต่อาจมีผลเสียตามมา ‘กัมพูชา’ ได้เปรียบ 3 เด้ง! | เดลินิวส์

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตทูต โพสต์ว่ารัฐบาลเอาเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 44 (MOU44) เข้า ครม.วันนี้ รวมทั้งบอกว่าสามารถทำได้ทันที โดยเหตุผลหลักคือผ่านมา 20 กว่าปีแล้วไม่มีความคืบหน้า และยังได้ยินว่าจะหันไปใช้แนวทางอื่นในกรอบ UNCLOS แทน

แม้ที่พูดมานี่จะไม่ได้ผิดความจริงเสียทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้บอกข้อมูลความจริงแก่ประชาชนให้ทราบเข้าใจทั้งหมด

ประการแรก MOU 44 มีสถานะเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การบอกเลิกก่อนฝ่ายเดียวนั้น แม้จะบอกได้ แต่ก็ขึ้นกับอีกฝ่ายด้วยว่าเขาจะยินยอมพร้อมใจยกเลิกด้วยหรือเปล่า

และฝ่ายที่บอกเลิกก่อน หากไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอย่อมมีความเสี่ยงที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในแง่ความชอบธรรมตามกฏหมายระหว่างประเทศ และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศด้วย

อธิบายง่ายๆ ในแง่นี้กฏหมายระหว่างประเทศกับกฏหมายภายในก็คล้ายกัน สมมุติว่านาย ก. ไปทำสัญญาลงทุนกับนาย ข. แล้วโครงการไม่คืบหน้า นาย ก. เลยบอกเลิกสัญญาที่ทำกันไว้ มันก็ขึ้นกับนาย ข. เช่นกันว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ และที่บอกล่าช้านั้น มันเป็นเพราะสาเหตุใดแน่ ?

ซึ่งถ้าเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ไปฟ้องศาลได้  ดังนั้นที่รัฐบาลบอกว่าทำได้ทันทีนั้น ควรต้องบอกให้ชัดว่าแม้จะบอกเลิกได้ แต่จะมีผลตามมาเช่นไรหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่คนไทยไม่น้อยอาจไม่รู้ หรือหลงลืมคือ ตอนที่ทำ MOU นี้ เมื่อปี 2544 นั้น ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในทุกด้าน ได้รับการยอมรับจากโลก มีสถานะเป็นผู้นำอาเซียน ในขณะที่กัมพูชายังอ่อนแอจากสงครามกลางเมืองนับสิบปี และเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ที่ทำให้กัมพูชาต้องพึ่งพาไทยค่อนข้างมากในช่วงนั้น

และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ในที่สุดกัมพูชายอมเจรจาเรื่องเส้นอ้างสิทธิในใหล่ทวีปที่ทับซ้อนกัน (ที่เขาลากผ่านเกาะกูดของไทย) ซึ่งเคยมีการเจรจากันมานานแล้วร่วม 30 ปีก่อนหน้า 2544 โดยฝ่ายกัมพูชาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจาเรื่องนี้มาโดยตลอด

แต่การที่กัมพูชายอมลงนาม MOU 44 คือจุดเปลี่ยน ที่บังคับให้กัมพูชาต้องมาเจรจาแก้ไขเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปที่ลากผ่านเกาะกูด ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของฝ่ายไทย และความคืบหน้าสำคัญในเรื่องนี้

นอกจากนี้ยังเป็นการผูกมัดให้กัมพูชาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเจรจาทวิภาคี ไม่ไปใช้ช่องทางหรือเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย

ตัดฉากมาวันนึ้ รัฐบาลบอกว่าจะยกเลิก MOU 44 โดยบอกว่าเพราะไม่มีความคืบหน้า แต่ไม่ได้อธิบายประชาชนชาวไทยให้ชัดว่าไม่คืบหน้าเพราะเหตุใดแน่

ความจริงก็คือ ที่ไม่คืบหน้า 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะไทยในช่วงนั้นอยู่ในวังวนความขัดแย้งภายในประเทศเองด้วย ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารถึงสองครั้ง จนทำให้ไม่สามารถเจรจาเรื่องนี้ต่ออย่างมีผลได้ ในเมื่อแทบไม่ไปเจรจากันแล้วมันจะคืบหน้าได้อย่างไร?

ซึ่งปกติการเจรจาเขตแดน เขตทางทะเลก็ต้องใช้เวลานานเป็นสิบๆปี ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลก ถ้าเอาเหตุผลนี้ไปชี้แจงในเวทีระหว่างประเทศจะมีน้ำหนักพอฟังขึ้นเพียงใด?

ไทยจะได้เปรียบจริงหรือ?  พูดง่ายๆ วันนี้คือเรากำลังจะทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบเรา 3 เด้งต่อ

เด้ง 1 เข้าทางกัมพูชา ที่เขาเองก็คงน่าจะอยากเลิก MOU 44 อยู่แล้วเช่นกัน เพราะเขาเสียเปรียบไทยในแง่อำนาจต่อรอง (แม้ว่าผู้นำเขาจะทำทีเป็นเสียดาย แต่เขาคงรอให้ไทยเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อน แล้วค่อยตลบหลังอีกที)

เด้ง 2 เมื่อไทยบอกเลิกก่อน ก็เข้าทางเขาทันทึที่จะใช้โอกาสนี้โวยวายได้ว่าไทยไม่เคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อ discredit ไทย และสร้างความชอบธรรม ตลอดจนเรียกร้องความน่าเห็นใจให้ตัวเขา

เด้ง 3 การไปใช้กลไก UNCLOS เท่ากับทำให้ leverage ของไทยลดลง และเท่ากับเขามีแต้มต่อมากขึ้น เพราะขนาดของประเทศและความแข็งแกร่งไม่ได้สำคัญอีกต่อไปในเวทีนี้ เข้าทางเขาเต็มๆ

ทั้งหมดนี้ รัฐบาลควรอธิบายให้ชัดแก่ประชาชนชาวไทยว่า การบอกเลิกนั้นแม้ทำได้ทันที แต่อาจมีผลเสียตามมาได้หากเราไม่มีเหตุผลที่ดีพอ โดยเฉพาะหากกัมพูชาเขาฉวยประโยชน์จากการนี้ และเอาไปฟ้องโลกว่าไทยไม่เคารพกติกาและกฏหมายระหว่างประเทศ

สิ่งสำคัญที่ต้องบอกให้ชัดคือ แม้เวที UNCLOS จะสามารถหาข้อยุติได้ แต่แหล่งผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทย ที่เราเคยคิดว่าจะได้รับเต็มๆนั้น ถ้าไปเวที UNCLOS โอกาสที่เราจะได้เต็มที่หรือมากกว่ากัมพูชานั้น อาจลดน้อยลงไปด้วย

และเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของไทย ตามประกาศพระราชโองการ ปี 2516 อาจจะถูกบีบให้แคบลงจากเดิมพอควร

การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 44 นั้น เรามีอำนาจต่อรองมากกว่า แต่การไป UNCLOS นั้น เท่ากับอำนาจต่อรองของไทยจะลดลงทันที เพราะจะมีผู้เล่นจำนวนมากขึ้น ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นศาล หรืออนุญาโตตุลาการก็แล้วแต่

และอยากบอกอีกว่าเรื่องแบบนี้ กัมพูชาเขาไม่ได้โง่หรอกครับ เขาเตรียมการมานานแล้ว เพราะรู้ดีว่าเขาเอาชนะไทยตัวต่อตัวไม่ได้ เขาก็ต้องพึ่งเวทีระหว่างประเทศ และกฏหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก

และที่สำคัญอีกประการที่เราต้องเข้าใจกันคือ คนไทยเราจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่เรื่องกฏหมายระหว่างประเทศเช่นนี้ เราไม่ได้เป็นคนตัดสิน หรือชี้ผิดถูกเองได้

ซึ่งขณะนี้ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ รัฐบาลนี้กำลังหยิบยื่นความได้เปรียบนี้ให้กับฝ่ายกัมพูชา ที่ป่านนี้ผู้นำกัมพูชาคงนั่งยิ้มขอบคุณรัฐบาลไทยอยู่

เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ สิ่งเดียวที่รัฐบาลน่าจะได้จากการนี้คือคะแนนจากกระแสชาตินิยม แต่ไม่เห็นว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศไทยจะได้อะไร ?

ตอนที่เราเสียเขาพระวิหารในการตัดสินของศาลโลก ก็มีการเล่นปลุกปั่นเล่นกระแสชาตินิยมแบบนึ้

ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติตามหลักการทางวิชาการ แต่ถ้ารัฐบาลคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลประโยชน์มากกว่า ก็สุดแล้วแต่

วันนี้ใครจะทำอย่างไร ก็ให้อนาคตเป็นผู้ตัดสิน รับผลกันไปเอง และลูกหลานจดจำกันไว้  (สงสารก็แต่น้องๆ ข้าราชการกรมสนธิสัญญาและกฏหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ที่วันนี้ความเคารพในวิชาชีพต้องมาสังเวยกับการเมือง)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5836457/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MW2Y-nMa7MchBq-2ehJps