
“อบต.บางคนที” งัดข้อมูลเป็นฐานแก้ปัญหายกระดับคุณภาพชีวิต ใช้ข้อมูลนำ-ตั้งวงถกปัญหา สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนในพื้นที่
23 ส.ค.2569 – นางสาวเรณู เล็กนิมิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยที่มาของการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิดตำบลสุขภาวะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2555-จนถึงปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เช่น TCNAP และ RECAP ทำให้เห็นภาพรวมชุมชนชัดเจน เช่น พบสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มจาก 32% ในปี 2568 เป็น 34% ในปี 2569 ตลอดจนมีข้อมูลคนพิการในพื้นที่จำนวน 140 คน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยชี้เป้าเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
“ถึงแม้เราจะมีทรัพยากรไม่มากมากนักรวมถึงเงินทุนน้อยแต่มันไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการที่เราจะพัฒนาเราเอาของดีของเราที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาหรือจิตอาสาของชุมชนซึ่งตรงนี้สสส. ก็สนับสนุนทุกด้านตั้งแต่มาหนุนเสริมให้เรารู้วิธีใช้ข้อมูลต่อมาก็มีเงินทุนมาเสริมบางส่วนช่วยให้เราค้นหาทุนศักยภาพต่างๆได้ดีมากนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงเป็นที่ประจักษ์และเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้กับเครือข่ายและให้เราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง” นายก อบต.บางคนที กล่าว
สำหรับกระบวนการทำงานของ อบต.บางคนที อาศัยการขับเคลื่อนผ่าน “4+1 องค์กรหลัก” ได้แก่ ท้องที่, ท้องถิ่น, ภาคประชาชน, หน่วยงานรัฐ และเพิ่มภาคศาสนา (วัด) เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม โดยเน้นการเปิดเวทีประชาคมทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องมากว่า 16 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้สะท้อนปัญหาและรักษาสิทธิของตนเอง
ความสำเร็จจากการทำงานเชิงบูรณาการและใช้ข้อมูลเป็นฐาน ส่งผลให้ อบต.บางคนที กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบและศูนย์ฝึกผู้นำให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นๆ มากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ พร้อมรับโจทย์ท้าทายใหม่จาก สสส. ในการทดลองทำโครงการสร้างความยั่งยืนครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
“ชุมชนเราพร้อมมูลไปด้วยจิตอาสาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำให้เกิดสุขภาวะเกิดความสามัคคีและความยั่งยืนในชุมชน” นายกอบต. บางคนที กล่าวปิดท้าย
หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนตามแนวคิดตำบลสุขภาวะ คือการก่อตั้ง “ตลาดร่องสวนยายแพง” ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากงบประมาณก้อนใหญ่ แต่เกิดจากการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ ชาวบ้าน และทีม อบต. ที่ร่วมกันผลักดันและใช้ “เวทีกลางลานความคิด” ตกผลึกร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร เช่น กล้วย หรือมะพร้าว ราคาตกต่ำ และโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา
ชาวบ้านจึงตัดสินใจสร้างตลาดร่องสวนยายแพงขึ้นมา โดยกำหนด “กฎ 3 ข้อ” ร่วมกัน คือ หน้าไม่งอ (บริการด้วยรอยยิ้ม), ราคาไม่แพง (สมเหตุสมผล), และ พร้อมรับ (ฟังคำติชมเพื่อปรับปรุง) จนเปลี่ยนจากพื้นที่ร่องสวนเงียบเหงาให้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ ค้าขาย และสร้างรายได้เสริมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ให้กับคนในชุมชน
นางสาวสมหมาย ภูมรินทร์ เจ้าของร้านเต้าหู้ทอดตังกวย เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากมาร่วมค้าขายในตลาดร่องสวนยายแพงว่า การมีตลาดแห่งนี้ส่งผลดีมากกว่าเรื่องเงินทอง เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูรายได้ให้มีเงินมาเสริมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว ยังสร้าง “มิตรภาพและความสุข” ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ถามว่ามีความสุขไหมมีความสุขนะเพราะทุกคนจะช่วยกันตั้งแต่เช้าด้านนู้นช่วยด้านนี้ช่วยได้คุยได้เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆพบปะคนใหม่ๆมันมากกว่าจะได้ตังค์แต่มันได้มิตรภาพได้ความสัมพันธ์ได้ความสามัคคีมีอะไรก็แบ่งปันกันกินและการที่ตลาดสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้คือความภูมิใจที่สุดของชาวบางคนที” เจ้าของร้านตังกวย กล่าวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ
หากตลาดร่องสวนยายแพงคือพลังเศรษฐกิจฐานราก “โครงการปันผัก ปันสุข” ณ วัดบางคนทีใน ที่ใช้พื้นที่มากกว่า 3 ไร่ (จากพื้นที่วัดทั้งหมด 16 ไร่) ปลูกผักสวนครัว จนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ค้ำจุนสุขภาวะและความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดจิตวิญญาณแบ่งปันให้ผู้คน “พึ่งพาตนเอง” ได้ตามวิถีพอเพียง
พระปลัดอนุชา สุทฺธิวโร เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน เล่าว่า โครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2558 จากการปลูกผักสวนครัวในวัดเป็นผักประดับ จนเมื่อโควิด-19 ระบาดทำให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างและตลาดนัดปิด วัดจึงจับมือ อบต.บางคนที ขยายพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ โดย อบต.สนับสนุนเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย เพื่อใช้ผักสดเหล่านี้เป็นคลังอาหารบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้เดือดร้อน โครงการยังต่อยอดเป็น “โครงการพันธุ์กล้า” แจกต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านนำไปปลูกที่บ้าน ผลผลิตส่วนเกินนำมาแลกเปลี่ยนที่วัด และทุกวันศุกร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน วัดจัดกิจกรรม “ปันผัก ปันสุข” แจกผัก ข้าวสาร ไข่ไก่ และของแห้งจากสังฆทานให้ผู้ยากไร้กว่า 150 คนต่อครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดค่าครองชีพให้กับกลุ่มเปราะบางได้หลายร้อยบาท
“ในหลวงรัชกาลที่9 ท่านเคยสอนไว้ว่าการช่วยเหลือคนที่ดีที่สุดคือช่วยเหลือให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ใครอยากได้พันธุ์ผักอะไรก็มารับที่วัดเอาไปปลูกพอเหลือจากกินและแบ่งเพื่อนบ้านแล้วก็มารวมกันที่วัดวันศุกร์เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกันตอนนี้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้นคือคนในท้องถิ่นมา “รับ” น้อยลงแต่มา “ให้” มากขึ้นปัจจุบันกลายเป็นคนนอกพื้นที่ทางอัมพวาดำเนินสะดวกเข้ามารับการแบ่งปันแทน” เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน กล่าว
การสร้างระบบสุขภาวะของ อบต.บางคนที ยังครอบคลุมการตั้งรับ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะตำบลยายแพงที่มีผู้สูงอายุสูงถึง 34-35% ของประชากร หลายครอบครัวมีผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงที่ต้องการดูแลใกล้ชิด จึงใช้กลไก กฎหมายจ้างงานคนพิการมาตรา 33 และ 35 บูรณาการกับระบบสาธารณสุข เปลี่ยนบทบาทคนพิการที่พอทำงานได้และผู้ดูแลคนพิการ ให้มีรายได้ประจำจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน
โดย นางสายฝน สุวรรณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ยายแพง เล่าว่า ข้อจำกัดสำคัญคือ รพ.สต.ในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน แต่ต้องดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 300 คน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวานอีกหลายร้อยราย การได้รับสนับสนุนทีม Caregiver (CG) หลัก ซึ่งรวมถึงผู้ที่ได้รับการจ้างงานผ่านมาตรา 35 ผ่านการอบรมทักษะจากสาธารณสุขจังหวัด จึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน ทำกายภาพบำบัด ทำความสะอาด ทำแผลกดทับ ตรวจเช็กสัญญาณชีพ และให้กำลังใจผู้ป่วยติดบ้านและติดเตียงตามตารางงานประจำวัน
ขณะที่ นางสาวนันทพร บัวศิริ Caregiver ประจำ อบต.บางคนที เล่าว่า เดิมตนเปิดร้านเสริมสวย แต่สามีพิการกว่า 20 ปี และย่าป่วยติดเตียง ทำให้ต้องลาออกมาดูแลเต็มเวลา ขาดรายได้นาน 4 ปี จนได้เป็น Caregiver รุ่นแรกของตำบลผ่านมาตรา 35 ได้รับอบรมจากสาธารณสุขจังหวัด มีรายได้มั่นคงเดือนละ 9,000-10,000 บาท
“ตอนแรกที่เราลาออกมาดูแลย่าและสามีที่บ้านเราไม่มีรายได้เลยถึง4 ปีพอเขาชวนมาทำCaregiver และได้ไปอบรมกับสาธารณสุขจังหวัดความรู้ตรงนั้นนอกจากจะเอามาดูแลคนในบ้านเราได้ดีขึ้นแล้วเรายังเอาไปดูแลคนพิการและผู้ป่วยคนอื่นๆในตำบลได้ด้วย ทำให้เรามีรายได้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตมันดีขึ้นมาก” Caregiver ประจำ อบต.บางคนที กล่าว
อีกผลผลิตจากเวทีกลางลานความคิด คือการฟื้นฟูธรรมชาติผ่านกิจกรรมจิตอาสา “ลงแขก-ลงคลอง” ต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยไม่ใช้งบราชการ
นายพิชัย อยู่เชื้อ รองประธานสภา อบต.บางคนที เล่าว่า กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2552 หลังควบรวมตำบลบางคนทีและยายแพง ผู้บริหารจึงคิดกิจกรรมสร้างความสามัคคีระหว่างสองตำบล จนได้ข้อสรุปว่าการลงเรือเก็บขยะและตัดแต่งกิ่งไม้ในคลองคือคำตอบที่ดีที่สุด ความพิเศษคือไม่ใช้งบ อบต. แต่ใช้การลงขันจากผู้นำท้องที่ 13 หมู่บ้าน คนละ 100 บาทต่อเดือน เป็นกองกลางซื้ออุปกรณ์และเสบียง จัดกิจกรรมหมุนเวียนตามคลองต่างๆ เดือนละครั้ง หากผู้นำติดภารกิจก็ส่งลูกหลานมาแทน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดูแลธรรมชาติ หรือหากส่งตัวแทนไม่ได้ก็บริจาคเพิ่มเป็น 300 บาท
“กิจกรรมนี้เราไม่ใช้งบประมาณของอบต. เลยแต่เกิดจากผู้นำท้องที่ท้องถิ่น13 หมู่บ้านร่วมกันลงขันคนละ100 บาทต่อเดือนเป็นค่าเสบียงและอุปกรณ์… พอเราทำต่อเนื่องน้ำในคลองก็สะอาดขึ้นพฤติกรรมคนทิ้งขยะลงคลองลดลงอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านริมคลองก็หันมาช่วยกันดูแลคลองสะอาดกุ้งธรรมชาติชอบน้ำใสก็กลับมาเยอะขึ้น” รองประธานสภา อบต.บางคนที สรุป
ผลจากคลองที่สะอาดขึ้น ทำให้กุ้งแม่น้ำธรรมชาติกลับมาชุกชุม นำไปสู่การรวมตัวของเยาวชนก่อตั้ง “ชมรมคนตกกุ้ง” เปลี่ยนวิถีดั้งเดิมเป็นอาชีพสร้างรายได้ควบคู่การเป็นหูเป็นตาอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งการตั้งชมรมมีเป้าหมายรับรอง “กุ้งแม่น้ำแท้” ป้องกันคนนอกจับผิดกฎหมายหรือทำลายพันธุ์กุ้ง และเฝ้าระวังน้ำเสียกับขยะร่วมกับ อบต. และหน่วยงานในจังหวัด
ความสำเร็จจากเวทีกลางลานความคิด ส่งผ่านตลาดร่องสวนยายแพง ปันผักปันสุข การจ้างงาน Caregiver ตลอดจนลงแขก-ลงคลองและชมรมคนตกกุ้ง คือบทพิสูจน์ของ อบต.บางคนที ในการใช้ข้อมูล พลังจิตอาสา และการบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างสุขภาวะและเศรษฐกิจฐานรากที่ “เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน” ภายใต้การทำงานร่วมกับ สำนัก 3 สสส.มายาวนานนับ10 ปี
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า สสส. ไม่ได้เข้ามาสั่งการหรือแจกจ่ายงบประมาณแบบเดิม แต่ทำหน้าที่ “ผู้จุดประกายและกระตุ้นส่งเสริม” ให้ชุมชนเรียนรู้และขับเคลื่อนงานด้วยตนเองผ่านข้อมูลและปัญญาท้องถิ่น โดยนำเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล ชวนคิดวิเคราะห์ปัญหา และเชื่อมโยง “4+1 องค์กรหลัก” เข้าทำงานร่วมกัน น้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งอบต.บางคนที คือตัวอย่างเด่นชัดของการ “ระเบิดจากข้างใน” เพราะทุกโครงการไม่ได้เกิดจากคำสั่งภาครัฐ แต่เกิดจากคนในชุมชนเห็นปัญหาร่วมกัน ตกผลึกผ่านเวทีกลางลานความคิด แล้วลุกขึ้นแก้ปัญหาด้วยตนเอง
“ที่นี่จะเห็นภาพการระเบิดจากข้างในเช่นลงแขกลงคลองเกิดจากความคิดเห็นของชาวบ้านตรงกันว่าเห็นปัญหาของผักตบชวาและขยะมันเยอะมากก็มาช่วยกันทำหัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการสร้างความสุขความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับชุมชนซึ่งไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางการเงินแต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพึ่งตนเองได้” ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าว.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1055859/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_HM9kuc7h54E2IsFQlV8h


